ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
น้ำมัน น้ำอ้อย เป็นต้น ก็นึกอธิษฐานให้สิ่งของนั้น ๆ เป็นสิ่งนี้ ๆ และมีประมาณเท่านี้ แล้วทำบริกรรมอธิษฐานอยู่ ย่อมเป็นสมดังอธิษฐานทีเดียว เมื่อเอาขึ้นใส่ไว้ในภาชนะ เนยใสก็คงเป็นเนยใส น้ำมันเป็นต้น ก็คงเป็นน้ำมันเป็นต้น น้ำก็คงเป็นน้ำตามเดิม เธอต้องการจะให้น้ำนั้นเปียกก็เปียก ไม่ต้องการจะให้เปียกก็ไม่เปียก และแผ่นดินนั้นย่อมเป็นน้ำเฉพาะท่านผู้มีฤทธิ์เท่านั้น สำหรับชนที่เหลือก็คงเป็นแผ่นดินเหมือนเดิม ที่แผ่นดินนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะเดินก็เดินไปได้ จะไปด้วยยานพาหนะก็กาได้ จะทำกิจกรรมก็กำได้ ก็ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ปรารถนาว่าจะเป็นน้ำแม่แก่นเช่นเหล่านี้เท่านั้นก็นึกเป็นได้ดังปรารถนา แต่ครั้นล่วงกาลที่กำหนดไว้แล้ว เว้นน้ำตามธรรมดาในหม้อและบึง เป็นต้น นั้นเสีย สถานที่ที่ท่านผู้มีฤทธิ์กำหนดไว้ ย่อมคืนเป็นแผ่นดินดังเดิม
[๓๙๔] ในบทพระบาลีว่า เดินไปบนน้ำที่ไม่แตกนี้ มีอธิบายว่า น้ำที่เรียกว่าแยกแตกออกจากกัน เพราะบุคคลเหยียบแล้วจมลง น้ำที่ตรงกันข้ามเรียกว่าไม่แยกแตกออก ก็พระโยคีผู้ต้องการจะไปโดยอาการอย่างนั้น ต้องเข้า ปฐวีกสิณออกแล้วกำหนดว่า นํ้าที่ประมาณเท่านี้ จงกลายเป็นดิน ดังนี้ แล้วพึงทำบริกรรมอธิษฐานตามนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล พร้อมกับด้วยการอธิษฐาน น้ำตามสถานที่ท่านผู้มีฤทธิ์กำหนดไว้ ย่อมกลายเป็นดินดังปรารถนา ท่านผู้มีฤทธิ์ย่อมเดินไปบนน้ำนั้นได้
ในการอธิษฐานให้เป็นดินนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้คือ ตามปกติภิกษุผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติรำพึงถึงน้ำ ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า “ปฐวี โหตุ ของจงเป็นดิน” ดังนี้ น้ำก็กลายเป็นดินได้ เธอย่อมเดินไปบนน้ำที่ไม่แตกได้ตามปกติ พวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์ ย่อมเดินไปบนแผ่นดินที่ไม่แตกได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้เป็นผู้มีความชำนาญทางใจ ย่อมเดินไปบนน้ำที่ไม่แตกได้เหมือนเดินไปบนแผ่นดิน ฉันนั้น และมิใช่แต่จะเดินไปเท่านั้น ยังจะเคลื่อนไหวอิริยาบถตามที่ตนปรารถนาได้อีกด้วย และมิใช่แต่จะนึกอธิษฐานให้เป็นแผ่นดินได้อย่างเดียวเท่านั้น ยังจะนึกอธิษฐาน