ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ธรรมดาว่าเขตแห่งพระพุทธเจ้ามี ๓ คือ เขตที่ทรงอุบัติ ๑ เขตแห่งพระอาชญา ๑ เขตตามวิสัย ๑ ในบรรดาพุทธเขตทั้ง ๓ นั้น เขตที่ทรงอุบัติมีจักรวาลหมื่นหนึ่งเป็นที่สุด ซึ่งเป็นเขตที่สัตว์หวั่นไหวในเพราะเหตุอัศจรรย์ทั้งหลาย มีการถือปฏิสนธิแห่งพระตถาคตเป็นต้น เขตพระอาชญามีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด เป็นที่ซึ่งมีอานุภาพแห่งพระปริตรเหล่านี้ คือ รัตนปริตร, ขันธปริตร, ธชัคคปริตร, อาฏานาฏิยปริตร และโมรปริตร ดำเนินไป เขตตามวิสัยไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ซึ่งตรัสไว้ว่า ก็หรือจะพึงหวังเท่าใด คือในที่ซึ่งพระตถาคตดำบ่งสิ่งใด ๆ ก็ทรงรู้สิ่งนั้น ๆ ได้ ในพุทธเขตทั้ง ๓ เหล่านี้ดังแถลงมา เขตพระอาชญาอย่างเดียวเท่านั้นย่อมพินาศไป ก็เมื่อเขตพระอาชญานั้นพินาศไปอยู่ แม้เขตที่ทรงอุบัติก็พลอยพินาศไปด้วย และเมื่อพินาศก็พินาศร่วมกันนั่นเอง แม้เมื่อตำรงอยู่ก็ตำรงอยู่ร่วมกัน การพินาศและการดำรงอยู่ของพุทธเขตทั้ง ๒ อย่างนั้นนักศึกษาพึงทราบอย่างนี้แล
[๔๐๕] ก็สมัยใด กัปพินาศไปด้วยไฟ มหาเมฆที่ทำกัปให้พินาศดังขึ้นแต่ต้นเทียว ยังฝนใหญ่ให้ตกลงคราวหนึ่งทั่วไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล พวกมนุษย์พากันว่าเริงดีใจ นำพืชพันธุ์ทุกชนิดออกมาหว่าน ครั้นเมื่อข้าวกล้างอกขึ้นพอใครกินได้ มหาเมฆร้องเหมือนลาไม่ปรยฝนลงมาแม้แต่หยดเดียว ในเวลานั้นนขาหญ้าไปเลย จริงอยู่ พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงเนื้อความนั้นตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ฝนไม่ตกลงมาตลอดหลายปี, หลายร้อยปี, หลายพันปี, หลายแสนปีมีอยู่ สัตว์ผู้อาศัยฝนเลี้ยงชีพและพวกเทวดาผู้อาศัยดอกไม้และผลไม้เลี้ยงชีพ สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมไปเกิดในพรหมโลก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าอย่างนี้ น้ำในที่นั้น ๆ ย่อมเหือดแห้งไปลำดับต่อมา ปลาและเต่าก็ตี สัตว์นรกก็ตี ทำกาลแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในจำนวนสัตว์เหล่านั้น พวกสัตว์นรกย่อมยิบหายไปพร้อมกับความปรากฏขึ้นแห่งพระอาทิตย์ดวงที่ ๓