ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
หากจะถามว่า - ลมจะทำกระแสน้ำเป็นอันมากเห็นปานนั้นให้กลายเป็นก้อนเป็นแท่งได้อย่างไร ?
ตอบว่า - เพราะน้ำเปิดช่องให้อากาศ คือ น้ำนั้นย่อมเปิดช่องให้อากาศแก่ลมนั้นในที่นั้น ๆ น้ำนั้นถูกรวบรวมทำให้เป็นก้อนย่อมงวดลงมาในเบื้องต่ำโดยลำดับ เมื่อน้ำงวดลง ๆ พรหมโลกก็เกิดปรากฏขึ้นในที่ที่เคยเป็นพรหมโลกและเทวโลกทั้งหลายก็เกิดปรากฏขึ้นในที่ที่เคยเป็นเทวโลกกามาวจร ๔ ชั้นเบื้องบน ก็เมื่อน้ำนั้นงวดลงมาถึงพื้นแผ่นดินที่เคยมีทีแรก ลมมีกำลังก็ย่อมเกิดขึ้น ลมเหล่านั้นย่อมปิดน้ำนั้นทำมิให้ไหลบ่าออกไปได้ดุจนํ้าในกระบอกกรองน้ำที่อุดช่องอากาศไว้ฉะนั้น น้ำมีรสอร่อยถึงความลื่นเหลือไป ทำให้เกิดง้วนดินเป็นเผาขึ้น ง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสีกลิ่นและรสเช่นเดียวกับหน้าข้าวปายาสที่ไม่ใช้น้ำธรรมดาหุง คือใช้น้ำนมทุง ฉะนั้น
ก็ในเวลานั้น สัตว์ที่บังเกิดขึ้นครั้งก่อนในอาภัสสรพรหมโลก เคลื่อนจากพรหมโลกนั้นเพราะสิ้นอายุหรือเพราะหมดบุญ ย่อมเป็นสัตว์เกิดผุดขึ้นในโลกนี้ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีแสงอยู่ในตัว ท่องเที่ยวไปได้ในท้องฟ้า สัตว์เหล่านั้นได้ลิ้มรสง้วนดินนั้น ด้วยถูกตัณหาครอบงำแล้วจึงพยายามลงมือปั้นกินเป็นคำ ๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในอัคคัญญสูตรแล ครั้นต่อมารัศมีในตัวของสัตว์เหล่านั้นก็อันตรธานสูญหายไป เกิดความมืดมิดขึ้นแทน พวกสัตว์นั้นเห็นความมืดมิดเข้าก็หวาดกลัว แต่นั้นดวงอาทิตย์ใหญ่ประมาณได้ ๕๐ โยชน์ปริบูรณ์ก็ปรากฏขึ้น ทำความกลัวของสัตว์เหล่านั้นให้หายไป กลับทำให้เกิดความกล้าหาญอาจ สัตว์เหล่านั้นเห็นดวงอาทิตย์นั้นแล้ว ยินดีร่าเริงว่า พวกเราได้แสงสว่างแล้ว ดังนี้ จึงปรึกษาหารือกันว่า ดวงวิเศษนั้นกำจัดความกลัวของพวกเราให้สูญหายไปสิ้น กลับทำให้เกิดความกล้าหาญขึ้นแทนที เพราะเหตุนั้น ดวงวิเศษนี้จึงเป็นสูริยะ (บันดาลให้เกิดความกล้าหาญ) ดังนี้ จึงลงมติตั้งชื่อดวงวิเศษนั้นว่า พระสุริยะ (พระอาทิตย์) ครั้นต่อมา เมื่อพระอาทิตย์ทำหน้าที่ส่องแสงสว่างในกาลกลางวันแล้วก็ตลบตกไป สัตว์ทั้งหลายก็พากันกลัวอีกว่า บัดนี้แสงสว่างที่พวกเราเคยได้รับก็กลับหายไปเสียอีกแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงรำพึงอย่างนี้ว่า ถ้าพวกเราได้แสงสว่างอย่างอื่น ก็จะพึงเป็นการดี ดวงจันทร์ใหญ่ประมาณได้ ๔๙ โยชน์ก็ปรากฏขึ้น ดุจเหมือนจะรู้ใจของสัตว์เหล่านั้น พอสัตว์เหล่านั้น