visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 708 | >>

เห็นดวงจันทร์นั้นแล้วก็ยินดีปรีดายิ่งนัก ปรึกษากันว่า ดวงวิเศษนี้ปรากฏขึ้นคล้าย ๆ จะทราบความพอใจ (ฉันทะ) ของพวกเรา เหตุนั้นดวงวิเศษนี้จึงเป็นดวงให้เกิดความพอใจ ดังนี้ จึงลงมติตั้งชื่อดวงวิเศษนั้นว่า พระจันทร์ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นดังนี้แล้ว ดวงดาวนักษัตรก็ปรากฏขึ้นตามกันมา นับแต่นั้นมากลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ ลำดับต่อมาก็ปรากฏเป็นเดือน, ครึ่งเดือน, ฤดูและปี เขาสิเนรุ เขาจักรวาลและเขาหิมพานต์ปรากฏขึ้นในวันเดียวกันกับที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นนั่นแหละ ก็แล ภูเขาเหล่านั้นปรากฏขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปรากฏขึ้นอย่างไร ? คือเปรียบเหมือนเมื่อข้าวฟ่างที่พ่อครัวกำลังต้ม ฟองย่อมผุดขึ้นพร้อม ๆ กันทีเดียว แต่บางส่วนก็ปูดขึ้น บางแห่งก็เป็นนุ่ม ๆ บางแห่งก็ราบเรียบ ฉันใด ในสถานที่สูง ๆ ก็เป็นภูเขา ในสถานที่ต่ำ ๆ ก็เป็นทะเล ในสถานที่ราบเรียบก็เป็นทวีป ฉันนั้น

ครั้นต่อมา เมื่อสัตว์เหล่านั้นบริโภคง้วนดินนั้นเข้าไปแล้ว ทำให้บางพวกมีผิวพรรณงดงาม บางพวกก็มีผิวพรรณดำ หยาบไม่งาม ใน ๒ พวกนั้น พวกที่มีผิวพรรณงาม ก็ข่มหมิ่นพวกที่มีผิวพรรณไม่งาม เพราะการดูหมิ่นของพวกที่มีผิวพรรณงดงามเหล่านั้นเป็นต้นเหตุ แผ่นดินที่เคยมีรสอร่อยแต่เดิมก็กลับอันตรธานหายไป สิ้นภาคพื้นก็ปรากฏกลายเป็นสะเก็ดดินขึ้นแทนที่ ต่อมา แม้สะเก็ดดินนั้นก็อันตรธานหายไปอีก เพราะการดูหมิ่นกันนั้นอีกนั่นแหละ ต่อมาเครือดินก็เกิดขึ้นแทนเพราะการดูหมิ่นเหยียดหยามกันอีกเหมือนกัน แม้เครือดินก็ยังตั้งอยู่ไม่ได้ คืออันตรธานหายไปอีก ข้าวสาลีที่ไม่ต้องหุงด้วยไฟฟืน เป็นเมล็ดข้าวสาลีที่ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ มีกลิ่นหอม ย่อมเกิดขึ้นเอง ต่อมาภาชนะก็เกิดแก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นใส่ข้าวสาลีลงในภาชนะแล้วตั้งไว้บนหลังแผ่นหิน เปลวไฟลุกขึ้นเอง แล้วหุงข้าวนั้นจนสุก ข้าวสาลีนั้นเป็นข้าวสุกสวยเช่นเดียวกับข้าวดอกมะลิ ข้าวสุกนั้นไม่ต้องไปประสมด้วยแกงและกับ สัตว์เหล่านั้นต้องการจะบริโภครสอย่างใดก็เป็นรสอย่างนั้นดังใจหมาย เมื่อสัตว์เหล่านั้นกลืนกินอาหารหยาบนั้นเข้าไป จำเดิมแต่นั้นมูตรและกรีสย่อมเกิด ครั้นคราวนี้ปากแผลก็แตกออกเป็นทวาร ๙ คือ นยันตา ๒, หู ๒, จมูก ๒, ปาก ๑, ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑ รวมเป็นทวาร ๙ เพื่อให้สัตว์เหล่านั้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka