visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 711 | >>

พรหมโลกเป็นต้นเกิดปรากฏขึ้น ต่อมาสัตว์เคลื่อนจากสุภกิณหพรหมเกิดขึ้นในอากัสสพรหมเป็นต้น ในลงไขยทั้ง ๔ เหล่านั้น ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศจนถึงหมดน้ำกรดยังกัปให้พินาศ นี้จัดเป็นลงไขยที่ ๑ ตั้งแต่น้ำขาดสูญจนถึงมหาเมฆตกลงเต็มที่ นี้เป็นลงไขยที่ ๒ ตั้งแต่มหาเมฆตกเต็มที่จนถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ปรากฏ นี้เป็นลงไขยที่ ๓ ตั้งแต่พระจันทร์และพระอาทิตย์ปรากฏมาจนถึงมหาเมฆยังกัปให้พินาศใหม่อีก นี้เป็นลงไขยที่ ๔ ลงไขยทั้ง ๔ นี้จัดเป็นมหากัปหนึ่ง ความพินาศด้วยน้ำและการตั้งขึ้นใหม่ นักปราชญ์พึงทราบดังกล่าวมานี้เถิด

กัปพินาศด้วยลม

[๔๐๘] ในสมัยที่กัปพินาศด้วยลม คำว่า ชั้นต้นมหาเมฆยังกัปให้พินาศตั้งขึ้นดังนี้ บัณฑิตพึงให้พิสดารตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนก่อนแล ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ คือ เหมือนอย่างว่าในที่นั้นมีพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น ในที่นี้ลมตั้งขึ้นเพื่อยังกัปให้พินาศนั่นเอง ลมนั้นชั้นต้นก็หอบเอาธุลีหยาบ ๆ ให้ตั้งขึ้น ต่อมาก็หอบเอาธุลีละเอียดให้ตั้งขึ้น ต่อมาก็พัดหอบเอาทรายละเอียด, ทรายหยาบ, ก้อนกรวด, ก้อนหิน เป็นต้น ตราบเท่าจนถึงหอบพัดพาเอาก้อนหินเท่า ๆ เรือนยอดและต้นไม้ใหญ่ที่เกิดอยู่ในที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ให้ตั้งขึ้น หินและต้นไม้เหล่านั้นลอยจากแผ่นดินไปสู่กลางหาว ไม่กลับตกลงอีก แหลกละเอียดดิ้นหายไปในอากาศนั่นเอง จำเนียรกาลนานมา ลมก่อตัวขึ้นภายใต้แผ่นดินใหญ่แล้ว ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงพลิกเอาแผ่นดิน ทำให้มีรากในเบื้องบนแล้วพัดขึ้นไปค้างอยู่บนอากาศ ที่ส่วนหนึ่ง ๆ แห่งแผ่นดินมีประมาณ ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ประมาณ ๒๐๐, ๓๐๐, ๔๐๐, ๕๐๐ โยชน์ก็ดีแตกออก แล้วถูกกำลังลมพัดหอบขึ้นไป แล้วแหลกละเอียดเป็นผุยผงหายไปในอากาศนั่นเอง ภูเขาจักรวาลก็ดี ภูเขาสิเนรุก็ดี พลอยถูกลมพัดซัดไปในอากาศด้วย ภูเขาทั้ง ๒ นั้นกระทบกันแหลกละเอียดเป็นผุยผงพินาศไป ลมทำวิมานแห่งภูมิมิฤทธิเทวดาและวิมานแห่งอากาสสุภูเทวดาให้ลอยไปโดยทำนองนี้แล้ว ทำกามาวจรเทวโลก ๖ ชั้นให้พินาศ แล้วยังจักรวาลทั้งแสนโกฏิให้ย่อยยับอยู่ในกาลนั้น ภูเขาจักรวาลกับภูเขาจักรวาล ภูเขาหิมพานต์กับภูเขาหิมพานต์ ภูเขาสิเนรุกับภูเขาสิเนรุ กระทบกันและกันจนแหลกเป็นผุยผง ลมพัดเริ่มต้นแต่แผ่นดินไปจนถึงพรหมทุติยฌานภูมิ ลมทำพรหมโลก ๓ ชั้นในทุติยฌานภูมินั้นให้พินาศ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka