ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เมื่อใด รูปนี้คือรูปที่อยู่ในภายในท้อง รูปที่อาศัยหัยวัตถุ รูปที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน รูปที่อยู่นอกฝา นอกภูเขา นอกกำแพง และรูปที่อยู่ในจักรวาลอื่น อันไม่มาปรากฏทางตาเนื้อของภิกษุนั้น ก็มาปรากฏทางญาณจักษุของภิกษุนั้นได้คือ ดูปรากฏแก่ตาเนื้อ ในเวลานั้นทิพยจักษุย่อมเป็นอันเกิดแล้ว แต่นอธิการนี้ ทิพยจักษุนั้นสามารถเห็นรูปได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถจะเห็นนพพภาคแห่งจิตได้ ก็ทิพยจักษุนี้นั้นย่อมเป็นอันตรายแก่ปุถุชน เพราะเหตุไร ? เพราะปุถุชนนั้นอธิษฐานว่า จงสว่าง ดังนี้ ณ ในที่ใด ๆ ที่นั้น ๆ ย่อมสว่างจำเป็นอันเดียวกัน แม้แทรกเข้าไปตลอดแผ่นดิน ทะเล และภูเขา ครั้นคราวนี้เมื่อเธอเห็นรูปยักษ์และรากษสเป็นต้นอันน่ากลัวในที่นั้น ๆ ความหวาดกลัวย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุที่เธอถึงความฟุ้งซ่านแห่งใจเป็นผู้หัวเสียเพราะมาณะ ฉะนั้น พึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการเห็นรูปเถิด
ในข้อนั้นมีลำดับการเกิดของทิพยจักษุดังต่อไปนี้ เมื่อมโนทวาราวัชชนจิตทำรูปปีประเภทดังกล่าวแล้วนั้นให้เป็นรูปารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป ชวนะ ๔ หรือ ๕ ดวงทำรูปนั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น คำทั้งหมดนักศึกษาพึงทราบตามนัยก่อนนั่นแล แม้ในที่นี้อุปพภาคจิตที่มีวัตถุวิจารเป็นกามาวจร ในที่สุดเป็นจิตยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประกอบด้วยญาณที่ ๔ เป็นรูปาวจร ญาณซึ่งเกิดพร้อมกับจิตนั้นแล ท่านเรียกว่า สตุปาตน์ จุตูปปาตญาณ บ้าง ทิพพจกฺขุญาณ บ้างแล
[๔๑๓] พระโลกนาถเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งขั้นปรินิพพาน ๕ ได้ตรัสอภิญญา ๕ เหล่าใดไว้ พระโยคีเข้าใจอภิญญาเหล่านั้น แล้วพึงทราบถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดในอภิญญาเหล่านี้ดังต่อไปนี้
จริงอยู่ ในอภิญญา ๕ เหล่านี้ ทิพยจักษุกล่าวคือจุตูปปาตญาณ มีญาณเครื่องล้อมกำกับอยู่ ๒ คือ อนาคตังสญาณ ญาณเครื่องรู้ในส่วนอนาคต ๑ ยถากัมมูปคญาณ ญาณเครื่องรู้ว่าสัตว์เข้าถึงตามกรรม ๑ ญาณ ๒ เหล่านี้และอภิญญา ๕ มีอิทธิวิธีเป็นต้น รวมกันเป็นญาณฝ่ายอภิญญา ๗ มาแล้วในที่ดังนี้แล บัดนี้ เพื่อไม่ให้หลงในการจำแนกอารมณ์แห่งอภิญญาญาณเหล่านั้น