visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 723 | >>

เพราะเหตุที่พระโยคีทำจิตนั้นนั่นแหละให้เป็นจิต ที่ล่วงไปแล้ว ที่ดับไปแล้วให้เป็นอารมณ์ เหตุนั้น อิทธิวิธีญาณนั้นจึงชื่อว่า เป็นอดีตารมณ์ เมื่อพระโยคีอธิษฐานอนาคตารมณ์ ดูพระมหากัสสปเถระเป็นต้น อธิษฐานในเวลาบรรจุพระมหาธาตุ อิทธิวิธีญาณนั้นชื่อว่าเป็นอนาคตารมณ์ นัยว่า พระมหากัสสปเถระ เมื่อจะทำการบรรจุพระมหาธาตุ ได้อธิษฐานว่า กลิ่นเหล่านี้จงอย่าเหือดหาย ดอกไม้จงอย่าแห้ง ประทีปจงอย่าดับตลอด ๒๑๘ ปี ในอนาคตกาล สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นเหมือนอย่างการอธิษฐานนั้น พระอัสสคุตตเถระเห็นหมู่ภิกษุอยู่ในเสนาสนะสำหรับประพฤติวัตร ฉันข้าวตากอยู่ จึงอธิษฐานว่า บ่อน้ำนั่งจงกลายเป็นน้ำมันส้มในเวลาก่อนฉันอาหารเช้าทุกวัน เถิด น้ำที่พวกภิกษุตักเอาในเวลาก่อนฉันอาหารจงเป็นน้ำมันส้ม ในเวลาหลังอาหารจงกลับเป็นน้ำธรรมดาเหมือนเดิมเถิด ก็อิทธิวิธีญาณชื่อว่า ปัจจุบันนารมณ์ ในเวลาทำกายให้ถืออาศัยจิตไปได้ด้วยกายที่ไม่ปรากฏ อิทธิวิธีญาณนั้นชื่อว่าเป็น อัชฌัตตารมณ์ เพราะทำจิตที่พร้อมด้วยกายของตนให้เป็นอารมณ์ ในเวลาที่น้อมจิตไปด้วยอำนาจกาย หรือน้อมกายไปด้วยอำนาจจิต และในเวลานิรมิตตนเป็นเพศกุมารน้อยเป็นต้น อนึ่ง อิทธิวิธีญาณนั้นชื่อว่าเป็นพหิทธารมณ์ ในเวลาที่เห็นช้างและม้าเป็นต้นในภายนอก

ความเป็นไปแห่งอิทธิวิธีญาณในอารมณ์ ๗ อย่าง พึงทราบดังได้พรรณนานี้แล

ทิพพโสตธาตุญาณ

[๔๑๕] ทิพพโสตธาตุญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ ด้วยอำนาจปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุบันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ เป็นอย่างไร ? คือ ทิพพโสตธาตุญาณนั้นเป็นปริตตารมณ์ ได้แก่มีอารมณ์เป็นกามาวจร เพราะเหตุทำเสียงให้เป็นอารมณ์ และเพราะเหตุว่าเสียงเป็นปริตตะคือกามาวจร และชื่อว่าเป็นปัจจุบันนารมณ์เฉพาะที่ทำปัจจุบันให้เป็นอารมณ์แล้วเป็นไป ทิพพโสตธาตุญาณนั้นชื่อว่าเป็นอัชฌัตตารมณ์ ในเวลาฟังเสียงในท้องของตน ชื่อว่าเป็นพหิทธารมณ์ในเวลาฟังเสียงของผู้อื่น

พึงทราบความเป็นไปแห่งทิพพโสตธาตุญาณในอารมณ์ ๔ ดังอธิบายมานี้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka