ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔๑๖] เจโตปริยญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยอำนาจปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อดีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุบันนารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ เป็นอย่างไร ? คือ เจโตปริยญาณนั้นย่อมชื่อว่าเป็นปริตตารมณ์ในเวลารู้กามาวจรจิตแห่งผู้อื่น ชื่อว่าเป็นมหัคคตารมณ์ในเวลารู้รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต ชื่อว่าเป็นอัปปมาณารมณ์ในเวลารู้มรรคและผล แต่สำหรับญาณนี้ปุถุชนไม่รู้จิตของพระโสดาบัน พระโสดาบันก็ไม่รู้จิตของพระสกทาคามี พึงโยงไปอย่างนี้จนตราบเท่าถึงพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์ย่อมรู้จิตของคนทุกจำพวก แม้ท่านผู้วิเศษอื่นชั้นสูงขึ้นไปก็รู้จิตของผู้ตั้งอยู่ในผลชั้นต่ำได้ พึงทราบความแปลกกันดังต่อไปนี้ เจโตปริยญาณย่อมเป็นมัคคารมณ์ในเวลามีจิตสัมปยุตด้วยมรรคเป็นอารมณ์ ก็ในเวลาใดพระโยคีย่อมรู้จิตของผู้อื่นในภายใน ๗ วัน ที่ล่วงไปแล้วและในภายใน ๗ วันที่ยังมาไม่ถึง ในเวลานั้นเจโตปริยญาณนั้นจัดว่าเป็นอดีตารมณ์และอนาคตารมณ์
เจโตปริยญาณนั้น จัดเป็นปัจจุบันนารมณ์ได้อย่างไร ? อันปัจจุบันมี ๓ อย่าง คือ ปัจจุบันโดยขณะ ๑ ปัจจุบันโดยสันตติ ๑ ปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน ๑ ในปัจจุบัน ๓ อย่างนั้น อารมณ์ที่ถึงความเกิดขึ้นดำรงอยู่และสลายไป (อุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะ) ชื่อว่า ปัจจุบันโดยขณะ อารมณ์ที่ดับเนื่องในวาระสืบต่อ ๑ หรือ ๒ ขณะ ชื่อว่า ปัจจุบันโดยสันตติ ในปัจจุบันโดยสันตตินั้น ได้แก่เมื่อพระโยคีนั่งในที่มืดแล้วไปสู่ที่แจ้ง อารมณ์ยังไม่ปรากฏก่อน แต่พึงทราบว่าเป็นวาระแห่งสันตติ ๑ หรือ ๒ วาระ ในระยะที่อารมณ์นั้นปรากฏ แม้เมื่อพระโยคีไปในที่สว่างแล้วเข้าไปสู่ห้องน้อย รูปยังไม่ปรากฏทันทีก่อน ก็ในระยะที่รูปนั้นปรากฏนี้พึงทราบว่าเป็นวาระแห่งสันตติ ๑ และ ๒ วาระ อนึ่ง พระโยคียืนในที่ไกลเห็นความเคลื่อนไหวมือของคนน้อยผ้า และความเคลื่อนไหวคือการเคาะระฆังและตีคลองเป็นต้นยังไม่ได้ยินเสียงในทันที ในระหว่างที่เธอได้ยินเสียงนั้น พึงทราบว่า เป็นวาระแห่งสันตติต่อ ๑ วาระ หรือ ๒ วาระ อาจารย์ผู้กล่าวคัมภีร์มัชฌิมนิกายอธิบายไว้เพียงเท่านี้ ฝ่ายอาจารย์ผู้กล่าวคัมภีร์สังยุตตกาย กล่าวว่า ถึงสันตติไว้ ๒ อย่างคือ สันตติของรูป ๑ สันตติของ