visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 725 | >>

สิ่งที่เป็นนาม ๑ แล้วกล่าวว่า เมื่อบุคคลเหยียบน้ำไปชั่วระยะรอยน้ำที่คนเหยียบไปรืมหดถึงยังไม่ได้นี้ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อคนเดินทางมาไกลชั่วระยะความร้อนในร่างกายยังไม่สงบระงับนี้ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อคนเดินมาจากแดดแล้วเข้าห้องชั่วระยะที่ความมืดหน้ามัวตายังไม่หายไป นี้ก็ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง เมื่อพระโยคีมีนิลการกับมัชฌฐานอยู่ในห้องแล้วเปิดหน้าต่างมองออกไปในตอนกลางวัน ชั่วระยะที่ความพร่าแห่งนัยน์ตายังไม่หายไป นี้ก็ชื่อว่า รูปสันตติหนึ่ง วาระแห่งชวนะ ๒, ๓ ชื่อว่า นามสันตติ คือสันตติของสิ่งที่เป็นนาม ดังนี้กล่าวว่า สันตติทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า สันตติปัจจุบัน คือ ปัจจุบันโดยสันตติ

ปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน

ส่วนธรรมชาติที่กำหนดได้ชั่วภาพหนึ่ง ชื่อว่า ปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน ดังที่พระมหากัจจายนเถระหมายถึง กล่าวไว้ในภเทกรัตตสูตรว่า อายุโก สีติและธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นจัดเป็นปัจจุบัน เมื่อใจและธรรมทั้งสองนั้นเกิดขึ้นเฉพาะแล้ว ย่อมมีวิญญาณเนื่องด้วยฉันทารคะ เพราะเหตุที่วิญญาณเนื่องด้วยฉันทารคะ ชนจึงยินดียิ่งซึ่งปัจจุบันนั้น เมื่อมีความยินดีในปัจจุบันนั้นอยู่ ย่อมห่อนแน่นคลอนแคลนในธรรมที่เป็นปัจจุบันนั้น ก็ในปัจจุบันทั้ง ๒ นี้ ปัจจุบันโดยสันตติมีในอรรถกถาทั้งหลาย ส่วนปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน มาในพระสูตรแล

มติอาจารย์บางพวก

ในปัจจุบันเหล่านั้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า จิตที่เป็นปัจจุบันโดยขณะจัดเป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณ เพราะเหตุไร ? เพราะจิตของภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้และของผู้อื่นย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันได้ การอุปมาแห่งจิตเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ คือเหมือนอย่างเมื่อบุคคลเอาดอกไม้ดอกหนึ่งเหวี่ยงซัดไปในอากาศ ดอกไม้ดอกหนึ่งจะเสียบก้านเข้ากับก้านของดอกไม้อีกดอกหนึ่งได้เป็นแน่แท้ ฉันใด เมื่อพระโยคีนึกถึงจิตของมหาชนด้วยอำนาจเป็นพวกหมู่โดยมุ่งหวังว่าเราจักรู้จิตของผู้อื่นจิตของคนคนหนึ่ง ย่อมจะประสานเข้ากับจิตดวงหนึ่งของผู้อื่นผู้นั้นพึงเห็นหมู่นั้น ในอุปปาทขณะหรือฐิติขณะ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka