visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 726 | >>

หรือถึงคะขณะก็ดีโดยแท้ ฉันนั้น แต่คำของเกจิอาจารย์นั้นถูกคัดค้านเสียแล้วในอรรถกถาทั้งหลายว่า คำนั้นไม่ถูก เพราะพระโยคีเมื่อนึกอยูตั้ง ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ย่อมนึกด้วยจิตใด และย่อมรู้ด้วยจิตใด จิตทั้ง ๒ เหล่านั้น ไม่มีฐานร่วมกันเลย และเพราะโทษ คืออาวัชชนจิตและชวนจิตทั้งหลายถึงความมีอารมณ์แตกต่างกันไปในฐานะที่ไม่ควร ส่วนปัจจุบันโดยสันตติและปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน พึงทราบว่า เป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณได้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวอธิบายไว้ในอรรถกถาสังยุตตนิกายว่า ในปัจจุบัน ๒ อย่างนั้น จิตของผู้อื่นที่มีในเวลาประมาณ ๒, ๓ ชวนวิถี ด้วยอำนาจเป็นอดีตารมณ์และเป็นอนาคตารมณ์ แต่ชวนวิถีซึ่งเป็นไปด้วยอันใด จิตนั้นทั้งหมดชื่อว่า ปัจจุบันโดยสันตติ ส่วนปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน พึงแสดงโดยวาระแห่งชวนะแล คำนั้นท่านกล่าวไว้ดีแล้ว จะชี้แจงข้อความในคำนั้นดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ต้องการจะทราบจิตของผู้อื่นจึงอาวัชชนการไป อาวัชชนจิตทำสิ่งที่เป็นปัจจุบันโดยขณะให้เป็นอารมณ์ ดับพร้อมกับสิ่งซึ่งเป็นปัจจุบันโดยขณะนั้น

ต่อจากนั้นมีชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง ซึ่งดวงที่สุตป็นจิตประกอบด้วยญาณทีดวงที่เหลือเป็นกามาวจร แม้บรรดาชวนจิตทั้งปวงเหล่านั้น จิตที่ดับนั้นแลจัดว่าเป็นอารมณ์ แต่ก็จิตเหล่านั้นไม่มีอารมณ์ต่างกันเลย เพราะมีอารมณ์เป็นปัจจุบันด้วยสามารถแห่งระยะกาลอันยาวนาน จริงอยู่ แม้ในภาวนาที่มีอารมณ์เดียว จิตอันประกอบด้วยญาณก็เท่านั้นย่อมรู้ว่าจิตของผู้อื่น ฝ่ายจิตนอกนี้หารู้ไม่ เปรียบดูในจักขุทวาร จักขุวิญญาณเท่านั้นเห็นรูป ส่วนวิญญาณนอกจากนี้หาเห็นไม่ เจโตปริยญาณ ดังที่ว่ามานี้ ชื่อว่าเป็นปัจจุบันนารมณ์ด้วยอำนาจปัจจุบันโดยสันตติและปัจจุบันโดยกาลอันยาวนาน อีกนัยหนึ่ง แม้ปัจจุบันโดยสันตติย่อมเป็นไปในปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานเท่านั้น เหตุนั้นเจโตปริยญาณนี้พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันนารมณ์ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันโดยกาลอันยาวนานนั้นแล และพึงทราบว่า เป็นพหิทธารมณ์ก็ได้ เพราะมีจิตของผู้อื่นเป็นอารมณ์นั้นแล

ความเป็นไปในอารมณ์ ๘ แห่งเจโตปริยญาณ พึงทราบดังบรรยายมานะนี้แล

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka