ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ขันธ์ทั้ง ๔ จึงเป็นอารมณ์แห่งเจโตปริยญาณและยถากัมมูปคญาณได้ แม้ในญาณทั้ง ๒ นั้น ขันธ์ทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลนั้นแลเป็นอารมณ์แห่งยถากัมมูปคญาณได้ ก็แลปุพเพนิวาสญาณนั้นจัดเป็นอัชฌัตตารมณ์ในเวลาที่นึกถึงขันธ์ของตน จัดเป็นพหิทธารมณ์ในเวลาที่นึกถึงขันธ์ของคนอื่น จัดเป็นนวัตตัพพารมณ์ ในเวลาที่นึกถึงชื่อ, โคตร, แผ่นดิน และนิมิต เป็นต้น โดยนัยเช่นว่าในอดีตกาลได้มีพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าวิปัสสี พระมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า พันธุมารี พระบิดาทรงพระนามว่า พันธุมา ในบทว่า ชื่อและโคตรนี้ พึงพิจึงเนื้อความแห่งพยัญชนะที่สำเร็จได้โดยสมมุติ ซึ่งเนื่องด้วยขันธ์ ไม่พึงพึงถึงแต่พยัญชนะอย่างเดียวเพราะพยัญชนะเป็นกามาวจร เพราะท่านสงเคราะห์เข้าตามบ่อเกิดแห่งศัพท์ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า นิรุตติปฏิสัมภิทามีกามาวจรเป็นอารมณ์ เนื้อความนี้นับว่าเป็นความถูกใจของพวกข้าพเจ้า
ความเป็นไปในอารมณ์ ๘ แห่งปุพเพนิวาสญาณ พึงทราบความหมายดังบรรยายมานะนี้แล
[๔๑๘] ทิพพจักขุญาณย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ คือ ปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุบันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ เป็นไปอย่างไร ?
คือ ทิพพจักขุญาณนั้น ชื่อว่าเป็นปริตตารมณ์เพราะทำรูปให้เป็นอารมณ์ และรูปก็เป็นกามาวจรด้วย ชื่อว่า เป็นปัจจุบันนารมณ์ ก็เพราะเป็นไปในรูปเฉพาะที่มีอยู่ ชื่อว่าเป็น อัชฌัตตารมณ์ ในเวลาที่เห็นรูปอันอยู่ในท้องของตนเป็นต้น ชื่อว่าเป็น พหิทธารมณ์ ในเวลาที่เห็นรูปของผู้อื่น
ความเป็นไปในอารมณ์ ๔ แห่งทิพพจักขุญาณ พึงทราบความหมายดังบรรยายมานะนี้