ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในทุกะที่ ๕ ปัญญาเป็น ๒ อย่าง โดยเป็น ทัสสนภูมิ และ ภาวนาภูมิ อย่างนี้ คือ ปัญญาในปฐมมรรค เป็นทัสสนภูมิปัญญา และปัญญาในมรรค ๓ ที่เหลือเป็นภาวนาภูมิปัญญา
[๔๒๗] ในติกะ มีอธิบายดังนี้ :-
ในติกะที่ ๑ ปัญญาที่มีได้ฟังจากคนอื่นได้มาเป็นจินตามยปัญญา เพราะสำเร็จโดยลำพังความคิดของตนเอง ปัญญาที่ได้ฟังจากผู้อื่นแล้วได้มาเป็นสุตมยปัญญา เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการฟัง ปัญญาที่ถึงอัปปนา สำเร็จด้วยอำนาจภาวนาอย่างใด ก็แล้วแต่ เป็นภาวนามยปัญญา สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ในปัญญา ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน ? บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ได้ซึ่งกัมมัสสกตาญาณ หรือสัจจานุลิมิกญาณว่า รูปไม่เที่ยงก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยงก็ดี หรือได้ขันติ (ความอาจเห็นได้) ทิฏฐิ (ความเห็น) รุจิ (ความพอใจ) มุติ (ความรู้) เปกขะ (การค้นพบ) ธัมมนิชฌานขันติ (ความทนต่อความเพ่งธรรม) อันเป็นอนุโลมิกะรูปเดียวกันนั้น ในกัมมายตนะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะ (คือ ปัญญา) ก็ดี ในสัปปายตนะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี ในวิชารฐานะทั้งหลายที่บุคคลจัดทำด้วยโยคะก็ดี ความรู้นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา
สุตมยปัญญา เป็นไฉน ? บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นแล้วจึงได้กัมมัสสกตาญาณ ฯลฯ ความรู้นี้ เรียกว่า สุตมยปัญญา
ภาวนามยปัญญา เป็นไฉน ? ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติทุกอย่างเรียกว่า ภาวนามยปัญญา”
ปัญญาเป็น ๓ อย่าง คือ จินตามยปัญญา ๑ สุตมยปัญญา ๑ และภาวนา-มยปัญญา ๑ ดังกล่าวมานะนี้