ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในติกะที่ ๔ ปัญญาเป็น ๓ อย่าง มีอัชฌัตตาภินิเวสเป็นต้นอย่างนี้ คือ วิปัสสนาปัญญา ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของตนเป็นอัชฌัตตาภินิเวสปัญญา ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของผู้อื่นหรือรูปภายนอกที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ เป็นพหิทธาภินิเวสปัญญา (ปัญญาอันมุ่งมั่นข้างนอก) ที่ปรารภ ถือเอาทั้งสองเป็นอัชฌัตตพหิทธาภินิเวสปัญญา (ปัญญาอันมุ่งมั่นทั้งข้างในทั้งข้างนอก)
[๔๒๘] ในจตุกกะ ปัญญาเป็น ๔ อย่างมีอธิบายดังนี้ :-
ในจตุกกะที่ ๑ ปัญญาเป็น ๔ อย่างคือญาณในสัจจ ๔ อย่างนี้คือ ความรู้ปรากฏทุกขสัจจะเป็นไป เป็นญาณในทุกข์ ความรู้ปรากฏทุกขสมุทัยเป็นไป เป็นญาณในทุกขสมุทัย ความรู้ปรากฏทุกขนิโรธเป็นไป เป็นญาณในทุกขนิโรธ ความรู้ปรากฏทุกขนิโรคามินีปฏิปทาเป็นไป เป็นญาณในทุกขนิโรคามินีปฏิปทา
ในจตุกกะที่ ๒ ความรู้ ๔ อย่างที่ถึงความแตกฉานในวัตถุ ๔ มีอรรถเป็นต้น ชื่อว่าปฏิสัมภิทา ๔ ดังพระบาลีว่า ความรู้ในอรรถชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในธรรมชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการกล่าวอรรถและธรรมตามหลักภาษา (คือภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้อง) ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ดังนี้
ในวัตถุ ๔ นั้น คำว่า “อรรถ” โดยสังเขปเป็นคำเรียกผลที่เกิดจากเหตุ จริงอยู่ ผลที่เกิดจากเหตุ ท่านเรียกว่า “อรรถ” เพราะเหตุที่ประสบ คือบรรลุถึงโดยทำของแห่งเหตุ แต่ว่าโดยประเภท ธรรม ๔ อย่างนี้คือ สิ่งที่เกิดเพราะปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง นิพพาน เนื้อความแห่งภาษิต วิบาก และกิริยา พึงทราบว่า ชื่อว่าอรรถ ความรู้อันถึงความแตกฉานในอรรถนั้นแห่งบุคคลผู้พิจารณาอรรถนั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา