ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “ธรรม” นั้นเล่า โดยสังเขป เป็นคำเรียกปัจจัย จริงอยู่ ปัจจัยท่านเรียกว่า “ธรรม” เพราะเหตุที่จัดแจงผล คือยังกผลนั้น ๆ ให้เป็นไป หรืออำนวยให้ถึงผลนั้น ๆ โดยประเภท ธรรม ๔ อย่างนี้ คือ เหตุที่ยังกผลให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง อริยมรรค ภาษิต กุศล และอกุศล พึงทราบว่า ชื่อว่าธรรม ความรู้อันถึงความแตกฉานในธรรมนั้นแห่งบุคคลผู้พิจารณาธรรมนั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
แท้จริง อรรถนี้แหละ ท่านจำแนกแสดงไว้ในอภิธรรมโดยนัยว่า “ความรู้ในทุกข์เป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขสมุทัยเป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขนิโรธเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในทุกขนิโรคามินีปฏิปทาเป็นธัมมปฏิสัมภิทา”
ความรู้ในเหตุเป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในผลที่เกิดจากเหตุเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว เกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ความรู้ในธรรมเหล่านี้เป็นอัตถปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว เกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว จากธรรมใด ความรู้ในธรรมเหล่านั้น เป็นธัมมปฏิสัมภิทา
ความรู้ในชรามรณะเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในชรามรณะสมุทัย เป็นธัมมปฏิสัมภิทา ฯลฯ ความรู้ในสังขารนิโรธเป็นอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในสังขารนิโรคามินีปฏิปทาเป็นธัมมปฏิสัมภิทา
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรมอันเป็น สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ ความรู้ธรรมนั้นเรียกว่าธัมมปฏิสัมภิทา ภิกษุนั้นย่อมรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า “นี้เป็นความแห่งภาษิตนี้ นี้เป็นความแห่งภาษิตนี้” ความรู้เนื้อความแห่งภาษิตนี้ เรียกว่าอัตถปฏิสัมภิทา
ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? สมัยใดจิตเป็นกามาวจรกุศลเกิดขึ้น ฯลฯ ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล ความรู้ในธรรมเหล่านี้เป็นธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้นเป็นอัตถปฏิสัมภิทา