visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 744 | >>

“ท่านทั้งหลายประสงค์เอากิจ เช่น การทรงไว้ของธาตุดินเป็นต้นได้ ก็เพราะความที่ภูตรูปในนั้น ๆ มีมากในสัมภาระคือองค์อวัยวะนั้น ๆ ฉันใด ข้อที่ว่ารูปเป็นต้นเป็นคุณแก่ธาตุไฟเป็นอาทินั้น ก็น่าจะประสงค์เอาได้ เพราะรูปเป็นต้นปรากฏเป็นจำนวนมากในสัมภาระที่ยิ่งด้วยธาตุไฟเป็นอาทิ ก็นั่น”

อาจารย์เหล่านั้น เราพึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะพึงประสงค์ หากว่ากลิ่นในฝ้ายที่ยิ่งด้วยดินจะพึงเป็นกลิ่นยิ่งกว่ากลิ่นของดอกที่ยิ่งด้วยน้ำ และสีของน้ำเย็นจะพึงจางกว่าสีของน้ำร้อนที่ยิ่งด้วยไฟบ้างละ ก็แต่เพราะทั้ง ๒ อย่างนั้นไม่มีเพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงเลิกคิดกำหนดความแตกต่างกันแห่งภูตรูปที่อาศัยช่องปสาทรูปมีตาเป็นต้นเสียเถิด ถือเอาข้อยุตินี้ว่า “รูปรสเป็นต้นแห่งภูตรูป แม้ในกลาปเดียวกันไม่มีวิเศษก็ยังไม่เหมือนกันฉันใด ประสาททั้งหลายมีจักขุปสาทเป็นต้น แม้เหตุแห่งความวิเศษอย่างอื่นไม่มี ก็ไม่เหมือนกัน ฉันนั้น”

ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่ไม่สาธารณะแก่กันและกัน ? ก็กรรมนั่นเป็นเหตุแห่งความแปลกกันของปสาทรูปเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ความแปลกกันแห่งปสาทรูปย่อมมีได้เพราะความแปลกกันของกรรม หาใช่เป็นเพราะความแปลกกันของภูตรูปไม่ ด้วยว่าเมื่อภูตรูปมีความแปลกกัน ความผ่องใสย่อมไม่เกิดขึ้น แท้จริง พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า “เมื่อภูตรูปเสมอกัน ความผ่องใสจึงมี เมื่อภูตรูปไม่เสมอกัน ความผ่องใสก็ไม่มี” ดังนี้

[๔๗๕] ก็ในปสาทรูปแปลกกัน เพราะกรรมแปลกกันอย่างนี้ ตาและหูรับวิสยรูปที่ไม่ถึงตัวได้ เพราะตาและหูเป็นเหตุแห่งวิญญาณในวิสยรูปอันมีที่อาศัยไม่ติดที่อาศัยของตนเลย จมูก ลิ้น และกายรับได้แต่วิสยรูปที่ถึงตัว เพราะจมูก ลิ้น และกาย เป็นเหตุแห่งวิญญาณในวิสยรูปติดที่อาศัยของตน ๆ อยู่แล้วนั่นเอง โดยเป็นที่อาศัยและเป็นเองด้วย

จักขุประสาทรูป

[๔๗๖] ในบรรดาปสาทรูป ๕ อย่าง จักขุประสาท ซึมซาบอยู่ตลอดเยื่อตา ๗ ชั้น ประดุจน้ำมันที่ปูอยู่ใน ๗ ชั้น ซึมซาบตลอดอยู่ในทุกชั้น ในประเทศที่เกิดสิริรสสัณฐานแห่งคนผู้ยืนตรงหน้า ในท่ามกลางแห่งแววดำอันแวดล้อมด้วยแววตาขาวแห่งสัมภารจักขุ ที่มีขนาดชิ้นอุทัยโดยรอบ วิจิตรด้วยแววดำดำและขาว สดใส

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka