ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
รูปที่เกิดแต่อาหาร ชื่อว่าอาหารชรูป รูปที่เกิดแต่ปัจจัยอื่นจากอาหารนั้น ชื่อว่า อนาหารชรูป รูปที่เกิดแต่ปัจจัยอะไร ๆ ก็มิใช่ ชื่อว่าเนวอาหารชนาอนาหารชรูป
รูปที่เกิดแต่ฤดู ชื่อว่าอุตุชรูป รูปที่เกิดแต่ปัจจัยอื่นจากฤดู ชื่อว่าอนุตุชรูป รูปที่เกิดแต่ปัจจัยอะไร ๆ ก็มิใช่ ชื่อว่าเนวอุตุชนาอนุตุชรูป
รูป ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งกัมมชาติติกะ ดังกล่าวมาฉะนั้น
[๔๘๙] รูปทั้งปวงนั่นอีกแหละ แบ่งเป็น ๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งทุุกะจตุกะ (รูป ๔ มีจักขุรูปเป็นต้น) รูปรูปาวจัตุกะ (รูป ๔ มีรูปรูปเป็นต้น) และวัตถาคัตจตุกะ (รูป ๔ มีวัตถุรูปเป็นต้น)
อันดับแรก รูป ๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งทุุกะจตุกะพึงทราบดังนี้ คือ :-
ในรูปเหล่านั้น รูปอายตนะ ชื่อว่าทิฏฐิรูป เพราะเป็นวิสัยแห่งการเห็น สัททายตนะ ชื่อว่าสตุรูป เพราะเป็นวิสัยแห่งการได้ยิน ๓ อายตนะ คือ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ ชื่อว่ามตุรูป เพราะเป็นวิสัยแห่งอินทรีย์ที่รับอารมณ์ที่มาถึงเข้า รูปที่เหลือ ชื่อว่า วิญญาตรูป เพราะเป็นวิสัยแห่งมโนวิญญาณเท่านั้น
ส่วนรูป ๔ ด้วยอำนาจแห่งรูปรูปาวจัตุกะ พึงทราบดังนี้ คือในรูปเหล่านี้ที่เรียกว่า นิปผันนรูปชื่อว่ารูปรูป อากาสธาตุชื่อว่าปริจเฉทรูป รูปมีกายวิญญัติเป็นต้น มีกัมมัญญตาเป็นที่สุดชื่อว่าวิการรูป ความเกิดความแก่และความแตกดับ ชื่อว่าลักขณรูป ส่วนรูป ๔ ด้วยอำนาจแห่งวัตถาคัตจตุกะ พึงทราบดังนี้ คือในรูปเหล่านี้ รูปใดเป็นหทยรูป รูปนั้นเป็นวัตถุรูป ไม่เป็นทวารรูป วิญญัติรูปทั้ง ๒ เป็น ทวารรูป ไม่เป็นวัตถุรูป ปสาทรูป เป็นทั้งวัตถุรูปและทวารรูป รูปที่เหลือไม่เป็นทั้งวัตถุรูปทั้งทวารรูป
รูป ๔ อย่างด้วยอำนาจแห่งวัตถาคัตจตุกะ ดังกล่าวมาฉะนี้