ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔๙๑] ส่วนในขันธ์นอกนี้ เวทนาขันธ์ พึงทราบว่า เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน สัญญาขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน สังขารขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติที่มีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน วิญญาณขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติที่มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ในขันธ์ทั้ง ๔ นั้น เพราะเหตุที่เมื่อวิญญาณขันธ์อันบุคคลเข้าใจแล้ว ขันธ์นอกนี้ ก็จะเป็นสิ่งที่พึงเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงจักทำวรรณนาจับวิญญาณขันธ์เป็นต้นไป
ก็คำว่า “วิญญาณขันธ์” พึงทราบว่า เพราะรวมธรรมชาติที่มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน ดังนี้ ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว
ถามว่า - ธรรมชาติอันมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะชื่อว่าวิญญาณเป็นไฉน ?
ตอบว่า - ธรรมชาติอันมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะนั้น ชื่อว่าวิญญาณ ดังพระสารีบุตรเถระ กล่าวแก่พระมหาโกฏฐิตะว่า “อาวุโส เพราะเหตุที่ธรรมชาติย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้ต่าง ๆ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าวิญญาณ” ดังนี้ คำว่า วิญญาณ จิต มโน โดยเนื้อความก็อันเดียวกัน วิญญาณนั้น แม้เป็นอย่างเดียวตามสภาพ โดยลักษณะก็คือความรู้แจ้ง แต่เมื่อว่าโดยชาติแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต
[๔๙๒] ในวิญญาณ ๓ อย่างนั้น กุศลวิญญาณมี ๔ โดยภูมิคือกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ ใน ๔ ภูมินั้น กามาวจร มี ๘ คือ โสมนัสอุปกขาญาณ และสังขาร กามาวจรวิญญาณ ๘ อะไรบ้าง ? คือวิญญาณโสมนัสสหรคตญาณสัมปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ ที่เป็นญาณวิปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ (รวมเป็นฝ่ายโสมนัสสหรคต ๔) วิญญาณอุปกขาสหรคตญาณสัมปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ ที่เป็นญาณวิปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ รวมเป็นอุปกขาสหรคต ๔ (รวมเข้าด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงเป็น ๘)