ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็ในกาลใด บุคคลอาศัยความพร้อมมูลแห่งไทยธรรมและปฏิคาหกเป็นต้น หรือเหตุแห่งโสมนัสอย่างอื่น เช่นเห็นอนิสงส์เกิดศรัทธาเต็มเปี่ยมเป็นต้น แล้วเป็นผู้ร่าเริงยินดี ทำความเห็นชอบโดยนัยว่า “ผลทานที่ได้แล้วมีอยู่” เป็นต้นให้ออกหน้า ไม่ขัดขืน คนอื่นก็มิได้ชักจูงทำบุญทำทานเป็นต้น ในกาลนั้น จิตของบุคคลนั้น เป็นโสมนัสสหรคตญาณสัมปยุต อสังขาร (รวมกับโสมนัสประกอบด้วยปัญญา ไม่มีใครจูงใจ) แต่ว่าในกาลใด บุคคลเป็นผู้ร่าเริง ยินดี ทำความเห็นชอบให้ออกหน้าโดยนัยที่กล่าวแล้ว แต่ม้วยขัดขย่อนด้วยอำนาจแห่งความไม่เป็นผู้บริจาคแล้วยังไม่ปล่อยวาง คือมีความอาลัยในไทยธรรมก็ดี คนอื่นชักจูงก็ดี จึงทำ ในกาลนั้น จิตของบุคคลเช่นนั้นก็เป็นสสังขาร (มีผู้อื่นจูงใจ)
ก็แล บทว่า “สังขาร” ในอรรถนี้ เป็นคำเรียกบุพพโยคะ (ความริเริ่ม) เป็นต้นไป ด้วยอำนาจของตนหรือของคนอื่นก็ตาม ในกาลใด เด็กอ่อนที่มีความคุ้นเคย เพราะได้เห็นการปฏิบัติของคนที่เป็นญาติ พบภิกษุเข้าเกิดโสมนัส ถวายของที่อยู่ในมือนิดหน่อยก็ดี ไหว้ก็ดี ในกาลนั้น จิตดวงที่ ๓ ย่อมเกิดขึ้นแก่เด็ก แต่ในกาลใด ญาติทั้งหลาย ชักจูงบอกให้ถวาย บอกให้ไหว้ เด็กปฏิบัติอย่างนั้นได้ ในกาลนั้น จิตดวงที่ ๔ ย่อมเกิดขึ้นแก่เด็ก
ในกาลใด บุคคลอาศัยความไม่พร้อมแห่งไทยธรรมและปฏิคาหกเป็นต้น หรือเหตุแห่งโสมนัสอื่น ๆ ไม่มี เป็นผู้ปราศจากโสมนัสในวิถีกับทั้ง ๔ ในกาลนั้น จิตอุปกขาสหรคต ๔ ที่เหลือ จึงเกิดขึ้นแล
กามาวจรกุศล ๘ โดยโสมนัส อุปกขา ญาณ และสังขาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมา ฉะนี้
ส่วนรูปาวจรกุศลมี ๕ โดยประกอบขององค์ฌาน รูปาวจร ๕ นี้เป็นไฉน ? รูปาวจร ๕ คือ รูปฌานที่ ๑ ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และสมาธิ ที่ ๒