ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในกาลนั้น อกุศลจิตดวงที่ ๓ ย่อมเกิดขึ้น ในกาลใด บุคคลมีจิตเฉื่อยชา ถูกคนอื่นชักจูงให้ทำ ในกาลนั้น อกุศลจิตดวงที่ ๔ ย่อมเกิดขึ้น
ส่วนว่า ในกาลใด บุคคลเป็นผู้ปราศจากโสมนัสในวิถีกับทั้ง ๔ เพราะอาศัยความไม่พร้อมแห่งกามทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่มีแห่งเหตุขูดโสมนัสอย่างอื่นก็ตาม ในกาลนั้น จิตอุปกขาสหรคต ๔ ดวงที่เหลือจึงเกิดขึ้นแล
โทสมูลจิต ๒ โดยประกาศแห่งโสมนัส อุเบกขา ทิฏฐิคตะ และสังขาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้
ส่วนโทสมูลจิตมี ๒ เท่านั้น คือเป็นโทมนัสสหรคต ปฏิฆสัมปยุต อสังขาร ๑ สสังขาร ๑ การเกิดขึ้นแห่งโทสมูลจิตนั้น พึงทราบในกาลที่กล้าแข็งและเฉื่อยชาแห่งจิตในโทษทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น
โมหมูลจิตก็มี ๒ คือ เป็นอุเบกขาสหรคต วิจิกิจฉาสัมปยุต ๑ อุทธัจจสัมปยุต ๑ ความเป็นไปแห่งโมหมูลจิตนั้น พึงทราบในกาลที่ลังเลและฟุ้งซ่านแห่งจิตแล
อกุศลวิญญาณมี ๑๒ โดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้
[๔๙๔] อัพยากฤตวิญญาณ ว่าโดยประเภทแห่งชาติ มี ๒ คือ วิปากจิต ๑ กิริยาจิต ๑ ใน ๒ ชนิดนั้น วิปากจิต ว่าโดยภูมิมี ๔ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตตรจิต ใน ๔ ภูมินั้น กามาวจรมี ๒ คือ กุศลวิปากจิต ๑ อกุศลวิปากจิต ๑
กุศลวิปากจิตเล่าก็มี ๒ คือเป็นอเหตุกะ ๑ สเหตุกะ ๑ ในกุศลวิบาก ๒ นั้น วิญญาณ ที่อันวาจากวิปากเหตุ (เหตุแห่งวิบาก) มี อโลภะ เป็นต้น ชื่ออเหตุกะ อเหตุกะนั้นมี ๘ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุอันทำหน้าที่สัมปฏิจฉนะ (รับอารมณ์) และมโนวิญญาณธาตุ ๒ ทำหน้าที่สันตีรณะ (สอบสวนอารมณ์)