ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในอเหตุกุศลวิปากจิต ๘ นั้น จักขุวิญญาณ อาศัยจักขุแล้วรู้แจ้งรูปเป็นลักษณะ มีอันทำแต่รู้รูปเดียวให้เป็นอารมณ์เป็นกิจ มีความเป็นธรรมชาติมุ่งหน้าต่อรูป (อย่างเดียว) เป็นผล มีอันไปปรากฏแห่งกิริยามโนธาตุที่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นเหตุใกล้
โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่อาศัยโสตะ เป็นต้น รู้แจ้งซึ่งเสียงเป็นอาทิเป็นลักษณะ มีการทำแต่เสียงเป็นต้นอย่างเดียวให้เป็นอารมณ์เป็นกิจ มีธรรมชาติมุ่งหน้าต่อเสียงเป็นต้นเป็นผล มีความปรากฏไปแห่งกิริยามโนธาตุทั้งหลาย มีเสียงเป็นต้น เป็นอารมณ์เป็นเหตุใกล้
มโนธาตุ มีอันรู้แจ้งซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้น ในลำดับแห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิเป็นลักษณะ มีการรับอารมณ์มีรูปเป็นต้นเป็นกิจ มีความเป็นอย่างนั้นคือเป็นสัมปฏิจฉนะเป็นผล มีความไปปรากฏแห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้นเป็นเหตุใกล้
มโนวิญญาณธาตุ อันทําหน้าที่สันตีรณะเป็นต้น ทั้งสองอันรู้แจ้งอารมณ์ ๖ ในลำดับแห่งเหตุกวิปากจิตเป็นลักษณะ มีการสอบสวนอารมณ์เป็นต้นเป็นกิจ มีความเป็นอย่างนั้น (คือเป็นสันตีรณะเป็นต้น) เป็นผล มีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้
ส่วนความแตกต่างกัน (เป็นสอง) แห่งมโนวิญญาณธาตุนั้น เพราะประกอบด้วยโสมนัส ๑ อุเบกขา ๑ และเพราะแยกเป็นทวิฐานและปัญจฐาน
จริงอยู่ ในมโนวิญญาณธาตุ ๒ นั้น ดวงหนึ่งชื่อว่าเป็นโสมนัสสัมปยุต เพราะมีอารมณ์อันน่าปรารถนาโดยส่วนเดียวเป็นสภาพ จัดเป็นทวิฐาน เพราะเป็นไปในปัญจทวาร และในวิถีวิญญาณมีชวนะเป็นที่สุด ด้วยอำนาจสันตีรณะและตทาลัมพณะ ดวงหนึ่งชื่อว่าเป็นอุเบกขาสัมปยุต เพราะมีความเป็นไปในอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ (อารมณ์อันน่าปรารถนาแต่พอปานกลาง) เป็นสภาพ จัดเป็นปัญจฐาน เพราะเป็นไปด้วยอำนาจแห่งสันตีรณะ ตทาลัมพณะ ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ
อนึ่ง อเหตุกวิปากวิญญาณทั้ง ๘ นี้ ยังแบ่งเป็น ๒ เพราะมีอารมณ์แน่นอนก็มิ และมีอารมณ์ไม่แน่นอนก็มิ แบ่งเป็น ๓ โดยแยกเป็น อุเบกขา สุข โสมนัส จริงอยู่ ในวิญญาณเหล่านั้น วิญญาณทั้ง ๕ จัดเป็นนิยตารมณ์ เพราะเป็นไปในอารมณ์ ๕ มีรูปเป็นต้นตามลำดับ วิญญาณที่เหลือ เป็นอนิยตารมณ์ เพราะในวิญญาณที่เป็นอนิยตารมณ์นั้น มโนธาตุเป็นไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้ง ๕ มโนวิญญาณธาตุ