visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 768 | >>

จะสิ้นไป จริงอยู่ ในภพหนึ่ง ภวังคจิตดวงใดเป็นดวงสุดท้าย ภวังคจิตดวงนั้น ท่านเรียกว่า จุติจิต เพราะเคลื่อนไปจากภพนั้น ฉะนั้น แม้จุติจิตนั้นก็มิ ๑๙ ดวงเหมือนกันกับปฏิสนธิจิตและภวังคจิต

ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๙ ดวง ด้วยอำนาจแห่งจุติ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้

จิตตสันดานอันไม่ขาดสายของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในภพ คติ ธิติ และนิวาสทั้งหลาย ย่อมเป็นไปดังนี้ คือ จากจุติก็ปฏิสนธิอีก ต่อปฏิสนธิก็ภวังคืออยู่ นั่นเอง แต่ในสัตว์ทั้งหลายนั้นท่านผู้ใดได้บรรลุพระอรหัตตผล เมื่อจุติจิตของท่านดับแล้ว จิตก็เป็นอันดับทีเดียวแล

นี้เป็นกถมุขอย่างพิสดาร ในวิญญาณขันธ์

เวทนาขันธ์

[๔๙๖] บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า “เวทนา ที่เรียกว่าเวทนาขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยสอารมณ์เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน” ดังต่อไปนี้ :-

ธรรมชาติที่มีการเสวยสอารมณ์ เป็นลักษณะ ก็คือเวทนานั่นเอง ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า “อาวุโส เพราะเหตุที่ธรรมชาตินั้นย่อมเสวยรสอารมณ์ ย่อมรู้สึกสุขทุกข์ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าเวทนา” ดังนี้

เวทนา ๑ เวทนา ๓

เวทนานั้นเมื่อว่าตามสภาพก็มิอย่างเดียว โดยลักษณะคือเสวยรสอารมณ์ เมื่อว่า โดยชาติ มี ๓ คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต ในเวทนา ๓ นั้น พึงทราบว่าเวทนาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณที่กล่าวไว้โดยนัยว่า “กามาวจรวิญญาณมี ๘ โดยต่างแห่งโสมนัส อุเบกขา ญาณ และสังขาร” ดังนี้เป็นต้น จัดเป็นกุศลเวทนา ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ ก็จัดเป็นอกุศลเวทนา ที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณ จัดเป็นอัพยากฤตเวทนา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka