ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔๙๗] บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ว่า “สัญญาขันธ์นี้เรียกอย่างนั้น เพราะรวมธรรมชาติ ที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน” ดังนี้
อันธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะ ก็คือสัญญานั่นเอง ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า “อาวุโส เพราะเหตุที่รู้และจำได้นั้น จึงเรียกว่าสัญญา” ดังนี้
สัญญาว่าตามสภาพก็มิอย่างเดียวโดยลักษณะคือจำได้ แต่ว่าโดยชาติมี ๓ คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต ในสัญญา ๓ นั้น สัญญาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศล สัญญาที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล สัญญาที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณจัดเป็นอัพยากฤต เพราะว่าวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยสัญญาหามีไม่ ฉะนั้น ประเภทแห่งวิญญาณมีเท่าใด ประเภทแห่งสัญญาก็มีเท่านั้นแล
สัญญามีประเภทเท่ากันกับวิญญาณ เมื่อว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นต้น สัญญาทั้งปวงนั้นมีความจำได้เป็นลักษณะ มีการทำเครื่องหมายไว้ว่าต่อไปว่า “นั่นคือสิ่งนั้น” เป็นกิจ ดังช้างม้าทำเครื่องหมายไว้ในตัวไม่เป็นอาทิ มีการทำความมั่นใจตามเครื่องหมายที่ยึดไว้เป็นผล ดังคนตาบอดคลำช้าง มั่นใจตามเครื่องหมายที่ตนจับได้ มีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นเหตุใกล้ ดังความจำที่เกิดขึ้นแก่ลูกเนื้อ ในหมู่คนที่ถูกด้วยหญ้าว่าเป็นคนจริงๆ ฉะนั้นแล
นี้เป็นกถมุขอย่างพิสดารในสัญญาขันธ์
[๔๙๘] ส่วนข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า “สังขารขันธ์พึงทราบว่าเรียกอย่างนั้น เพราะรวมธรรมชาติ มีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน” ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-