ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ธรรมชาติที่ทำให้เป็นกลุ่มชื่อว่ามีการประสมเป็นลักษณะ ธรรมชาตินั้นคืออะไร ? คือสังขารนั่นเอง ดังพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลายเพราะธรรมเหล่านี้นั่นย่อมประสมสิ่งที่เป็นสังขตะแล จึงได้ชื่อว่าสังขาร (แปลว่าธรรมผู้ประสม)” ดังนี้
สังขารเหล่านั้น มีการประสมเป็นลักษณะ มีการประมวลเข้าเป็นกิจ มีความเผยออกไปเป็นผล มีขันธ์ ๓ ที่เหลือเป็นเหตุใกล้
สังขารทั้งหลาย แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะเป็นต้นดังกล่าวมานี้ แต่ว่าโดยชาติ ก็เป็น ๓ คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต ในสังขาร ๓ นั้น สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศล ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล สังขารที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณจัดเป็นอัพยากฤต
ในสังขารเหล่านั้น ก่อนอื่น สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสสหรคต ญาณสัมปยุต อสังขาร) มี ๓๖ คือ เป็นนียตะมาในพระบาลี โดยรูปของตน (คือไม่ปะปน) ๒๓ เป็นอนิยตะ ๔ ในสังขาร ๓๖ นั้น สังขาร ๒๓ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ วิริยะ ชีวิต สมาธิ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายอุชุตา จิตตอุชุตา เหล่านี้เป็นนียตะ มาในพระบาลี โดยรูปของตน สังขาร ๔ คือ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ ตัตรมัชฌัตตตา นี้เป็นอนิยตปะ (เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้) สังขาร ๕ คือ กรุณา มุทิตา กายทุจริตวิรัติ วจีทุจริตวิรัติ มิจฉาชีววิรัติ นี้เป็นอนิยตะ เพราะสังขาร ๕ นั้นย่อมเกิดในบางครั้ง แม้เมื่อเกิดเล่าก็หาเกิดร่วมกันไม่ (จึงชื่อว่าอนิยตะ)