ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔๗๑] คำว่าฉันทะนั้น เป็นคำเรียกกัตุกัมยตา (ความใคร่จะทำ) เพราะเหตุนั้น ฉันทะนั้นจึงมีความใคร่จะทำเป็นลักษณะ มีอันแสวงหาอารมณ์เป็นกิจ มีความต้องการด้วยอารมณ์เป็นผล อารมณ์นั้นนั่นแหละเป็นเหตุใกล้ของฉันทะนั้น
อันฉันทะนี้ ในการจะถือเอาอารมณ์ บัณฑิตพึงเห็นว่า เหมือนเอื้อมือออกไป ฉะนั้น
[๔๗๒] ความน้อมใจเชื่อชื่อว่าอธิโมกข์ อธิโมกข์นั้นมีการลงความเห็นเป็นลักษณะ มีอันไม่ร่วนเร่เป็นกิจ มีความตัดสินใจเป็นผล มีสันนิจจุเฐยธรรม(เรื่องที่จะต้องลงความเห็น) เป็นเหตุใกล้
อธิโมกข์นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นดั่งเสาเขื่อน เพราะความที่นิ่งอยู่ในอารมณ์
[๔๗๓] การทำชื่อว่าการทำ (อารมณ์) ในใจ ชื่อว่ามนสิการ นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมโดยย่อมทำใจให้ไม่เหมือนเดิม (คือใจวกัง) เหตุนี้เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่ามนสิการ (แปลว่า เจตสิกธรรมอันทำใจให้ผิดเดิม) ดังนี้ก็ได้ มนสิการนี้นั้นมี ๓ ประการคือ อารัมมณปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในอารมณ์) วิถีปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในวิถีจิต) ชวนปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในชวนจิต)
ในมนสิการ ๓ นั้น อารัมมณปฏิปาทกะชื่อว่ามนสิการ เพราะทำ(อารมณ์)ไว้ในใจ อารัมมณปฏิปาทกมนสิการนั้น มีการยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้แล่นไป (มุ่งหน้า สู่อารมณ์) เป็นลักษณะ มีอันผูกสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้ในอารมณ์เป็นกิจ มีความจดจ่อต่ออารมณ์เป็นผล มีอารมณ์เป็นเหตุใกล้
มนสิการนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นธรรมจัดเข้าในสังขารขันธ์เพราะความเป็นธรรมยังสัมปยุตธรรมให้ดำเนินไปในอารมณ์ ดุจสารถี (ยังม้าให้แล่นไป) ฉะนั้น