ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนคำว่า วิถีปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในวิถี) นั้นเป็นคำเรียกปุญญาวารวัชชนะ คำว่า ชวนปฏิปาทกะ (มนสิการอันจัดแจงในชวนะ) นั้นเป็นคำเรียกมโนทวาราวัชชนะ มนสิการทั้งสองนั้นไม่ประสงค์เอาในที่นี้
[๔๗๔] ความเป็นกลางในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าตัตรมัชฌัตตตา ตัตรมัชฌัตตตานั้นมีการนำจิตและเจตสิกทั้งหลายไปโดยเสมอเป็นลักษณะ มีอันห้ามเสียซึ่งความหย่อนและความยิ่งเป็นกิจ หรือนัยหนึ่งมีอันเข้าไปตัดเสียซึ่งความตกไปเป็นฝักฝ่ายเป็นกิจ มีความเป็นกลางเป็นผล
ตัตรมัชฌัตตตานี้ โดยที่เป็นความวางเฉยแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นเหมือนสารถีผู้เฝงดูอยู่เฉย ๆ ซึ่งม้าอาชาไนย (เทียมรถ) ที่วิ่งเปรียบแล้วฉะนั้น
กรุณาและมุทิตา พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในพรหมวิหารนิเทศเถิด แท้จริง ความแปลกกันก็มีเพียงว่ากรุณาและมุทิตา (ในพรหมวิหาร) นั้นเป็นรูปาวจรถึงอัปปนา (ส่วน) กรุณาและมุทิตา (ในอนิยตสังขาร) นี้เป็นกามาวจรเท่านั้นเอง แต่อาจารย์บางพวกก็ต้องการเอาเมตตาและอุเบกขาเข้าในอนิยตสังขารด้วย คำของอาจารย์เหล่านั้นไม่ควรถือเอา เพราะว่าโดยความแล้ว เมตตาก็คืออโทสะ อุเบกขาก็คือตัตรมัชฌัตตตา-เบกขานั่นเองแล
[๔๗๕] ความเว้นจากกายทุจริตชื่อว่ากายทุจริตวิรัติ แม้ในวิรัติที่เหลือก็นัยนี้ ส่วนว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นอาทิ วิรัติทั้ง ๓ นั้น มีความไม่ก้าวล่วงวัตถุแห่งทุจริตมีกายทุจริต เป็นต้น มีอธิบายว่า ไม่ทำลาย (วัตถุเหล่านั้น) เป็นลักษณะ มีอันสังวร