ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สังขารที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากมี ๕ คือ สังขารที่มาโดยรูปของตน ๔ คือ ผัสสะ เจตนา ชีวิต จิตตฐิติ ที่เป็นเยวาปนกะมีแต่มนสิการอย่างเดียว แม้ที่สัมปยุตด้วยโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ก็ ๕ นั้นแหละ ในมโนธาตุ ที่เป็นวิบากทั้งสองฝ่าย (คือทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล) มี ๘ คือ สังขาร ๕ นั้น และวิตก วิจาร อธิโมกข์ด้วย แม้ในอเหตุุกมโนวิญญาณธาตุทั้ง ๓ (คืออุเบกขาสหรคต สุขสหรคต โสมนัสสหรคต) ก็อย่างนั้น แต่ในอเหตุุกมโนวิญญาณธาตุนั้น มโนวิญญาณธาตุใดเป็นโสมนัสสหรคต ปีติ (ที่เกิด) พร้อมกับมโนวิญญาณธาตุนั้น พึงทราบว่า เป็นอกิณกิ (ปีติยิ่ง)
ส่วนอัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยสเหตุุกวิบากวิญญาณ จัดเป็นสเหตุุกสังขาร ในสเหตุุกสังขารทั้งหลายนั้น ข้อแรก สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรวิบากวิญญาณ ๘ ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณ ๘ นั้นเอง แต่กรุณาและมุทิตาได้ในจำพวกอนิยตสังขาร กรุณาและมุทิตานั้นไม่มีในพวกวิบากสังขาร เพราะกรุณาและมุทิตาเป็นสัตตารมณ์ (มีสัตว์เป็นอารมณ์) ฝ่ายกามาวจรวิบากสังขารทั้งหลาย เป็นปรีตตารมณ์ (มีกามาวจรธรรมเป็นอารมณ์) ส่วนเดียว และมีใช้แต่กรุณาและมุทิตาเท่านั้น แม้วิรัติทั้งหลาย ก็ไม่มีในพวกวิบากสังขาร เพราะท่านกล่าวว่า “สิกขาบท ๔ เป็นกุศลเท่านั้น” ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย ที่สัมปยุตด้วยวิบากวิญญาณ ที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณแห่งวิบากวิญญาณเหล่านั้นนั่นเอง
[๔๙๒] แม้อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยาก็เป็น ๒ โดยแยกเป็นอเหตุุกะและสเหตุุกะ ในสองอย่างนั้นอัพยากฤตสังขารทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอเหตุุกกิริยาวิญญาณ จัดเป็นอเหตุุกะ อเหตุุกกิริยาสังขารเหล่านั้น ก็เสมอกับสังขารที่ประกอบด้วยกุสลวิบากมโนธาตุ และอเหตุุกมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่ แต่วิริยะ (ที่ประกอบ) ด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่เป็นอกิริยะ (วิริยะยิ่ง) และสมาธิก็เป็นสมาธิถึงซึ่งความมีกำลังเพราะมีวิริยะร่วม นี้เป็นความแปลกในสังขารที่ประกอบด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่นั้น