ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เพราะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอกุศลมิใช่สิ่งที่จะพึงปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิก็ใช้ไม่ได้ เพราะขันธ์ (๔) มีเวทนาเป็นต้นเป็นสิ่งที่เนื่องในภูมิทั้ง ๔ แต่ลำดับแห่งการแสดงใช้ได้ ด้วยพระผู้มีพระภาคทรงหวังประโยชน์ ใครจะโปรดในเวยชนผู้ตกอยู่ในอัตตคาหะ (ความยึดถือว่าเป็นตน) ในขันธ์ทั้ง ๔ โดยไม่แยกกัน ให้หลุดพ้นจากอัตตคาหะด้วย (ให้) เห็นโดยกระจายกลุ่มก้อนออกไป จึงทรงแสดงรูปขันธ์อันเป็นส่วนหยาบ เป็นอารมณ์แห่งจักขุเป็นต้นก่อน เพื่อ (ให้เวย) ชนนั้น (กำหนด) จับเอาได้ง่าย ต่อฉะนั้นจึงทรงแสดงเวทนาอันเป็นส่วนความรู้สึกในรูปอันน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ทรงแสดงสัญญาอันเป็นส่วนความยึด (จำ) อาการแห่งอารมณ์ของเวทนา โดยนัยตามที่กล่าวว่า รู้สึกถึงใด ก็จำสิ่งนั้น ดังนี้ ทรงแสดงสังขารอันเป็นส่วนความปรุงแต่ง (นึกคิด) ไปตามอำนาจแห่งสัญญา ทรงแสดงวิญญาณอันเป็นที่อาศัยแห่งขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้นนั้น และเป็นอภิทิแห่งขันธ์ ๔ นั้นด้วย
นัยสำหรับวินิจฉัยโดยลำดับ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาจะนี้ เป็นประการแรก
[๕๐๕] ข้อว่า “โดยแปลกกัน” คือโดยแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายและแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ก็ความแปลกกันแห่งขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นคืออะไร ? (คือ) ในขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายทั้งสองนั้น ก่อนอื่น ขันธ์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ โดยไม่มีอะไรแปลก (ส่วน) อุปาทานขันธ์ตรัสไว้แปลกกัน โดยความเป็นขันธ์ที่เป็นไปกับอาสวะและเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ดังตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ (และ) อุปาทานขันธ์ ๕ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องขันธ์นั้น ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์ ๕ เป็นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มรูปนี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มเวทนานี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ สัญญาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสัญญานี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ สังขารทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ กลุ่มสังขารนี้เรียกว่า สังขารขันธ์ วิญญาณทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต