ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อกุศลจัดเป็นหีนธาตุ ธาตุทั้งสอง (นั้น) ฝ่ายกุศลและอัพยากฤตที่เป็นโลกิเย มีจักขุธาตุเป็นต้น จัดเป็นมัชฌิมธาตุ ส่วนธัมมธาตุและมโนวิญญาณธาตุที่เป็นโลกุตตระ จัดเป็นปณีตธาตุ
ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ก็ได้แก่โผฏฐัพพธาตุ อาโปธาตุและอากาสธาตุจัดเป็นธัมมธาตุ วิญญาณธาตุก็เป็นสังเขปแห่งวิญญาณธาตุ ๗ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นนั่นแหละ
ธาตุ ๑๗ และเอกเทศแห่งธัมมธาตุ เป็นสังขตธาตุ ส่วนอสังขตธาตุ ได้แก่ เอกเทศแห่งธัมมธาตุอย่างเดียว
ส่วนโลกที่เป็นอนนธาตุและนานาธาตุ ก็เป็นเพียงความแตกออกไป (เป็นหลายอย่างต่างชนิด) แห่งธาตุ ๑๘ เท่านั้นเองแล
พระผู้มีพระภาคตรัสธาตุแต่ ๑๘ เพราะธาตุทั้งปวงอันมีอยู่โดยสภาวะ ตกอยู่ภายในธาตุ ๑๘ นั้นแล้ว ดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๒๑] อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสธาตุแต่ ๑๘ เพื่อถอนสัญญาของบุคคลจำพวกชีวสัญญี (มีความสำคัญว่ามีชีวิต) ในวิญญาณ อันมีความรู้เป็นสภาพด้วย จริงอยู่ บุคคลจำพวกชีวสัญญีในวิญญาณ อันมีความรู้เป็นสภาพ มีอยู่ พระผู้มีพระภาคมีพระพุทธประสงค์จะทรงประกาศความที่วิญญาณนั้นมิเป็นอนนถก โดยแตกออกเป็นจักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ ดังกล่าวมานั้น และความที่วิญญาณนั้นเป็นของไม่เที่ยง เพราะมีความเป็นไปเนื่องอยู่ด้วยปัจจัยมีจักขุและรูปเป็นต้น ทรงถอนชีวสัญญาอันนอนเนื่อง (อยู่ในสันดาน) มานานของบุคคลเหล่านั้นเสีย จึงทรงประกาศธาตุ ๑๘
แถมอีกหน่อย พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธาตุแต่ ๑๘ เท่านั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัยของสัตว์ที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยประกาศอย่างที่กล่าวมานั้นประการหนึ่ง อนึ่งสัตว์เหล่าใด เป็นสัตว์จำพวกที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาอันไม่ย่อและไม่พิสดารนัก อันนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัยของสัตว์จำพวกนั้นประการหนึ่งด้วย