ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พระบาลีที่กล่าวไว้ (ในที่อื่น) ว่า “อรรถแห่งทุกข์คือ ความบีบคั้น ความเป็นสังขตะ ความเร่าร้อน ความแปรเปลี่ยน ความเป็นสิ่งพึงตรัสรู้ ดังนี้เป็นต้น ก็อย่างเดียวกัน
อริยสัจจมีทุกข์เป็นต้น บัณฑิตทราบด้วยอำนาจแห่งอรรถอย่างละ ๔ ๆ ที่ท่านจำแนกไว้ดังกล่าวมาฉะนี้แล
นี่เป็นวินิจฉัยโดยวิภาคในอริยสัจนี้ เป็นอันดับแรก
[๕๓๐] ส่วนใน ๒ หัวข้อ คือ นิพพจนกถาปิเภทโต - โดยนิพจน์และประเภทมีลักษณะเป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย โดยนิพจน์ (แยกคำ) ก่อน
ในคำว่า “ทุกข์” นี้ ศัพท์ว่า “ทุ” นี้ ท่านถือเอาในอรรถคือน่าเกลียด จริงอยู่ ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรที่น่าเกลียด (คือชั่ว) ว่า “ทรุปรูร” ส่วน ศัพท์ว่า “ข” ถือเอาในอรรถคือที่ว่างเปล่า จริงอยู่ ที่ว่างเปล่า คืออากาศ เขาเรียกว่า “ข” อันสัจจที่ ๑ นี้จัดว่าน่าเกลียด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งสิ่งที่เลวทรามมีอุปัทวะเป็นต้นเป็นอเนก จัดว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความเป็นตนที่พาลชนคาดหมายเอา เหตุนั้น จึงเรียกว่า ทุกข์ เพราะน่าเกลียดและเพราะว่างเปล่าด้วย
ส่วน (ในคำว่าสมุทัย) ศัพท์ว่า “สํ” นี้ บ่งถึงความประกอบกันเข้า (พึงเห็น) ในคำว่า “สมาคมะ สเมตะ (ประชุมกัน)” เป็นต้น ศัพท์ว่า “อุ” นี้บ่งถึง ความเกิดขึ้น (พึงเห็น) ในคำว่า “อุปปันนะ อุทิตะ (เกิดขึ้น ขึ้นไป)” เป็นต้น ศัพท์ว่า “อยะ” บ่งถึงเหตุ อันสัจจที่ ๒ นี้เล่า เมื่อความประกอบกันเข้ากับปัจจัยที่เหลือมีอยู่ ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เหตุนั้น จึงเรียกว่าทุกขสมุทัย เพราะเมื่อมีความประกอบกันเข้า (แห่งปัจจัย) ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์