ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง ที่เรียกอริยสัจ เพราะเป็นสัจจจะอย่างอริยะก็ได้ คำว่าอริยะ (ในอรรถนี้) มีความหมายว่าจริงแท้ ไม่เท็จ ไม่ลวง ดังพระบาลีว่า “นี้แล ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เป็นความจริงแท้ ไม่เท็จ ไม่เป็นอื่น เพราะเหตุนั้น สัจจจะทั้งหลายนี้จึงเรียกว่า อริยสัจ”
วินิจฉัยโดยนิพจน์ (แยกคำ) ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๓๒] ถามว่า “วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะ เป็นต้นอย่างไร ?” เฉลยว่า “ก็ในสัจจจะ ๔ นี้ ทุกขสัจ มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะ มีความทำให้เร่าร้อนเป็นกิจ มีปวัตติ (ความเป็นไปไม่แล้วไม่รอด) เป็นผล
สมุทัยสัจ มีความก่อให้เกิดขึ้นเป็นลักษณะ มีอันทำไม่ให้ขาดสายเป็นกิจ มีความห่วงใยเป็นผล
นิโรธสัจ มีความสงบเป็นลักษณะ มีความไม่เคลื่อน(คือไม่เปลี่ยนสภาพ)เป็นกิจ มีความไม่มีนิมิต(เครื่องหมายแห่งทุกข์)เป็นผล
มรรคสัจ มีความนำออก(จากคอกสังสารวัฏ)เป็นลักษณะ มีการทำความละกิเลสเป็นกิจ มีความออก(จากนิมิตและปวัตติ)เป็นผล
อีกนัยหนึ่ง สัจจจะ ๔ มีปวัตติ (ความหมุนไป) ปวัตตนะ (เหตุให้หมุนไป) และนิวัตติ (ความหมุนกลับ) นิวัตตนะ (เหตุให้หมุนกลับ) เป็นลักษณะโดยลำดับกัน อนึ่ง มีความเป็นสังขตะ ตัณหา (ความกระหาย) ความเป็นอสังขตะและทัสสนะ (ความเห็นตามเป็นจริง) เป็นลักษณะโดยลำดับกันอย่างนั้น”
วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น ในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๓๓] ส่วนใน ๒ หัวข้อคือ อัตถตุถารโต เจว - โดยอรรถและโดยอัตถุตถารณะ พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจจะศัพท์) ก่อน