ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวความแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน และความเป็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ มีทุกข์เป็นต้นโดยแปลกกัน ว่าเป็นอรรถแห่งสัจจศัพท์ ด้วยประการฉะนี้
วินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจศัพท์) พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๓๔] วินิจฉัยโดยอัตถุการะ (ระบุอรรถที่ประสงค์) อย่างไร ในข้อนี้ สัจจศัพท์นี้ถือเอาในอรรถได้หลายอย่าง คืออย่างไรบ้าง ? คือสัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า “สจฺจ ภเณ น กุชฺฌเยยฺย บุคคลพึงพูดคำจริง ไม่พึงโกรธ” ดังนี้เป็นต้น ถือเอาใน (อรรถคือ) วาจาสัจ (จริงทางวาจา) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า “สุเจ จิตฺตา สมฺพพฺราหฺมณา วา สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในสัจจจิตดี” ดังนี้เป็นต้น ถือเอาในวจีสัจ (จริงทางวจี) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า
กุสลา นุ สจฺจานิ วาทุนฺติ นานา ปวาทิยาเส กุสลาวทานา
เหตุอะไรหนอ เจ้าลัทธิทั้งหลายผู้สำคัญว่าตนเป็นผู้มีวาทะเป็นกุศล (คือตถูกต้อง) จึงกล่าวสัจจจะหลายอย่างต่างกัน ดังนี้เป็นต้น ถือเอาในทิฏฐิสัจ (จริงทางความเห็น) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติยํ สัจจจะอันหนึ่งแลไม่มีที่สอง ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาในนิพพานและมรรคด้วย อันเป็นปรมัตถสัจ (จริงโดยปรมัตถ์) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า อตุณฺณี สจฺจานิ คติ กุสลา บรรดาสัจจจะ ๔ สัจจจะเท่าไรเป็นกุศล ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาในอริยสัจ (จริงอย่างอริยะ) แม้สัจจศัพท์นี้ ในข้อนี้นั้นก็เป็นไปใน (อรรถคือ)อริยสัจแล
วินิจฉัยแม้โดยอัตถุการะในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้