ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เมียของตนเองก็ไม่พึงใจ และเพราะ (มีแต่จะ) ถึงซึ่งความอ่อนเพลียยิ่งขึ้น เพราะเหตุที่ทุกข์ (ที่กล่าวมา) นั้น ล้วนมีชราเป็นเหตุ เพราะเหตุนั้น ชราจึงเป็นทุกข์
นี่เป็นวินิจฉัยในชรา
[๕๔๓] แม้ในข้อว่า แม้มรณะก็เป็นทุกข์ นี้ มรณะก็มี ๒ คือ สังขตลักษณะซึ่งท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า “ชรามรณะ สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒ ดังนี้” ๑ ความขาดการติดต่อกันไปแห่งชีวิตินทรีย์ที่เนื่องอยู่ในภพอันหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงหมายถึงตรัสไว้ว่า “ความกลัวตายมีอยู่เป็นนิจ” ดังนี้ ๑ มรณะคือความขาดชีวิตินทรีย์นั้น (แหละ) ประสงค์เอาในที่นี้ แม้คำว่า ชาติปัจจยามรณะ (ความตายมีเพราะความเกิดเป็นปัจจัย) อุปักกมมรณะ (ความตายเพราะการกระทำ) สสรมรณะ (ความตายโดยสภาพคือตายเอง) อายุขยมรณะ (ความตายเพราะสิ้นอายุ) ปุญญขยมรณะ (ความตายเพราะสิ้นบุญ) ดังนี้ ก็เป็นชื่อของมรณะ คือความขาดชีวิตินทรีย์นั่นเอง
มรณะนั้น มีจุติ (ความเคลื่อนไปจากปัจจุบันภพ) เป็นลักษณะ มีวิโยค (ความพรากไปจากสัตว์ และสังขารตามที่ตนได้ไว้) เป็นกิจ มีตีฬปวาส (ความพลัดจากคติตามที่ตนเข้าถึงแล้วไป) เป็นผล ส่วนที่ว่า (มรณะ) เป็นทุกข์ พึงทราบว่า เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เหตุนั้น นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า :-
ปาปสฺส ปาปกุมาริ ขเปฯ ทุกฺขมิจฺเจว ภาสิตํ
ทุกข์ทางใจอันใดมีขึ้นโดยไม่แปลกกัน แก่คนที่กำลังจะตายที่เป็นคนชั่ว เห็นนิมิตมีกรรมนิมิตฝ่ายบาปเป็นต้น แม้ที่เป็นคนดี (แต่) ทนทาน ความพลัดพรากอันมีของรักเป็นที่ตั้งไม่ไหว อนึ่ง ทุกข์ทางกายอันใด มีข้อและเส้นเอ็น