ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ของบุคคลทั้งหลายผู้มีความเศร้าสลดที่ความเพิ่มมากขึ้นแห่งทุกข์ที่กล่าวแล้วมีโสกะเป็นต้น ทำให้เกิดขึ้นเป็นอุปายาส ทุกข์คือความไม่สมปรารถนาของบุคคลทั้งหลายผู้ได้รับความคาดหวังเป็นอิจฉิตาลาภะ เพราะเหตุนั้น อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนั้นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยประการต่างๆ ดังกล่าวมานี้ ย่อมเป็นทุกข์แท้แล
ใครๆ ไม่อาจกล่าว (พรรณนา) ทุกข์แต่ละอย่างนี้ได้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงไว้มีให้ (หลง) เหลือโดยกาลแม้หลายกัปได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดง (โดย) ย่นทุกข์ทั้งปวงนั้นเข้าในอุปาทานขันธ์ ๕ ทุกอย่าง ดุจย่นรสน้ำทะเลทั้งสิ้นไว้ในหยดน้ำหยดเดียว จึงได้ตรัสว่า “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังนี้
นี่เป็นวินิจฉัยในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย
[๕๕๓] ส่วนในสมุทัยนิเทศ มีวินิจฉัยว่า คำว่า ยาย ตณฺหา ความว่า ตัณหานี้ใด คำว่า โปโนพฺภวิกา ความว่า การก่อภพ (ใหม่) อีกชื่อว่าปนัพภวะ การก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติของตัณหานั้น เหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อ โปโนพฺภวิกา (มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ) ตัณหา นั้นชื่อ นนฺทิราคสหคตา เพราะไปด้วยกันกับนันทิราคา (ความยินดีอย่างเพลิดเพลิน) มีอธิบายว่า ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคาโดยอรรถ คำว่า ตตฺรตตฺราภินนฺทินี ความว่า มันเกิดในอัตภาพใดๆ ก็มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้นๆ คำว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต นี้เป็นความของนิบาตนั้น คือ หากถามว่า “ตัณหานั้นเป็นไฉน” ธรรมทั้งหลายที่คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จักมีแจ้งในปฏิจจสมุปบาทนิเทศ ส่วนในที่นี้ ตัณหา ทั้ง ๓ อย่างนี้ พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงผนวกเข้าเป็นอันเดียว ตรัสว่า เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ โดยอรรถว่าเป็นเหตุแห่งทุกขสัจจ์ให้เกิด
[๕๕๔] ในทุกขนิโรธนิเทศ มีวินิจฉัยว่า โดยนัยว่า โย ตสฺสายว ตณฺหาย เป็นต้น เป็นอันตรัสความดับแห่งสมุทัย หากถามว่า เหตุใดจึงว่าตรัสความดับแห่งสมุทัย ? คำแก้พึงมีว่า ความดับแห่งทุกข์ย่อมมีเพราะความดับแห่งสมุทัย แท้จริง