ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทุกข์ย่อมดับเพราะความดับไปแห่งสมุทัยมีใช่เหตุอื่น เหตุนั้นจึงตรัสไว้ (ในธรรมบท) ว่า :-
ต้นไม้ เมื่อโคนยังมั่นอยู่ ไม่มีอุปัทวะ แม้ถูกตัด (ส่วนบน) แล้วก็งอกได้อีกอยู่นั่น ฉันใดก็ดี แม้ทุกข์นี้ก็ฉันนั้น เมื่อตัณหานิสัยยังมีได้ถูกถอนทิ้งแล้ว ก็เกิดได้ร้ำไป
เพราะเหตุที่ทุกข์ย่อมดับ เพราะความดับไปแห่งสมุทัยดังกล่าวมานั้นแล พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงแสดงความดับแห่งทุกข์ จึงทรงแสดงโดยความดับแห่งสมุทัยนั่นเอง
อันพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีความประพฤติเสมอด้วยสีหะท่านจะดับทุกข์และจะแสดงความดับแห่งทุกข์ ย่อมปฏิบัติในเหตุมีได้ปฏิบัติในผล ส่วนเดียรถีย์ทั้งหลายมีความประพฤติเสมอด้วยสุวาน เขาจะดับทุกข์และจะแสดงความดับแห่งทุกข์ ย่อมปฏิบัติในผล โดยแสดงอัตตกิลมถานุโยคเป็นต้น หากปฏิบัติในเหตุไม่ด้วยประการฉะนี้
ประโยชน์ (ความมุ่งหมาย) แห่งการแสดงความดับแห่งทุกข์ ด้วยอำนาจความดับแห่งสมุทัย บัณฑิตพึงทราบ โดยนัยดังนี้ก่อน
[๕๕๕] ส่วน (ต่อไป) นี้ เป็น (แก้) อรรถ (แห่งพระบาลีทุกขนิโรธ) คำว่า ตสฺสายว ตณฺหาย ความว่า แห่งตัณหาที่พระผู้มีพระภาคตรัส (ลักษณะ) ว่า “โปโนพฺภวิกา มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ” เป็นต้นนั่นเอง แล้วทรงจำแนกโดยประเภท มีกามตัณหาเป็นต้นนั้น
มรรค เรียกว่า วิราคะ ความสำรอกออก เพราะพระบาลีว่า “วิราคา วิมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้น เพราะวิราคะ” ความดับโดยสำรอกออกชื่อว่าวิราคนิโรธ ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือ เพราะถอนอนุสัยได้ชื่อว่า อเสสวิราคนิโรธ อีกนัยหนึ่ง การละก็เรียกว่า วิราคะ เพราะฉะนั้น ในบทว่า อเสสวิราคนิโรโธ นี้ บัณฑิตพึงเห็น (ว่า) ประกอบความว่า “การละอย่างไม่เหลือ ความดับอย่างไม่เหลือ” ดังนี้ก็ได้ แต่