ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
(เมื่อว่า) โดยเนื้อแท้ บททั้งปวงนั้น เป็นไวพจน์ของนิพพานทั้งนั้น เพราะพระนิพพาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ โดยปรมัตถ์ ก็เหตุใดตัณหาสำรอกออกและดับไปได้ก็เพราะ (พระโยคาวจร) อาศัย (หน่วง) พระนิพพานนั้น (เป็นอารมณ์) เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนั้น จึงตรัสเรียกว่า วิราคะ และว่า นิโรธะด้วย อนึ่ง เหตุใดธรรมทั้งหลายมีความสละไปแห่งตัณหานั้นเป็นต้น ย่อมมีขึ้นได้ก็เพราะอาศัยพระนิพพานนั้นนั่นแหละ อนึ่งเล่า บรรดาอาลัยทั้งหลาย มีภามุดูณาลัยเป็นต้น อาลัยแม้อย่างเดียว ย่อมไม่มีในพระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า จาคะ ปฏินิสสัคคะ มุตติ อนาลัย
[๕๕๖] พระนิพพานนั้นนั้น มีความสงบเป็นลักษณะ มีความไม่เคลื่อน (คือไม่เปลี่ยนสภาพ) เป็นกิจ หรือว่ามีอันทำความโล่งใจเป็นกิจ (ก็ได้) มีความไม่มีนิมิต (คือไม่มีเครื่องหมายแห่งทุกข์) เป็นผล หรือว่ามีความไม่มีเครื่องหน่วงเหนี่ยว (จิต) เป็นผล (ก็ได้)
[๕๕๗] หากมีคำยืนยันว่า “ไม่มีดอก พระนิพพานน่ะ เพราะไม่มีใช่สิ่งที่จะพึง (หา) ได้ ดูเขากระต่ายฉะนั้น” ดังนี้ไซร้ พระนิพพานไม่มี หามีได้ เพราะพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติ ที่พึง (หา) ได้ด้วยอุบาย แท้จริง พระนิพพานนั้น ย่อม (หา) ได้ด้วยอุบาย กล่าวคือ ความปฏิบัติอันสมควรแก่พระนิพพานนั้น ดูโลกุตตรจิตของคนอื่นๆ พระอริยะย่อมรู้ได้ด้วยเจโตปริยญาณฉะนั้น เหตุนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า พระนิพพานไม่มี เพราะมิใช่สิ่งที่จะพึงได้” อันจะว่า ปุถุชนโง่ๆ ไม่ได้ (ประสบ) สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมไม่มี” ดังนี้ หากควรว่าไม่ (เพราะท่านผู้ได้ประสบมีอยู่)
[๕๕๘] อนึ่ง ไม่ควรกล่าวว่าพระนิพพานไม่มี เพราะอะไร ? เพราะต้อง (คือเป็นผิดต่อ) ความไม่เป็นหมันแห่งความปฏิบัติ จริงอยู่ เมื่อพระนิพพานไม่มี ความปฏิบัติชอบที่สงเคราะห์ในธรรมขันธ์ ๓ มีสีลขันธ์เป็นต้น อันมีสัมมาทิฏฐินำหน้า ก็ต้องเป็นหมัน แต่ว่าความปฏิบัติชอบนี้หาเป็นหมันไม่ เพราะเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้แล”
หากมีคำแย้งว่า “ความต้อง (คือเป็นผิดต่อ) ความไม่เป็นหมันแห่งการปฏิบัติ ไม่มีดอก เพราะความปฏิบัตินั้น ก็เป็นเหตุให้ถึงความไม่มี (อย่างไรกะ) ดังนี้ไซร้