ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในอุทุกกะนั้น ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นสังขารทุกข์ ตามพระบาลีว่า “สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์” แต่ไม่เป็นอริยสัจ นิโรธเป็นอริยสัจ แต่ไม่เป็นทุกข์ ส่วนอริยสัจ ๒ นอกนี้ (คือสมุทัยและมรรค) พึงเป็นทุกข์ก็ได้ เพราะไม่เที่ยง แต่ว่าพระโยคาวจรอยู่ (ประพฤติ) พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคนั้น เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ๒ มิใช่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์อย่างนั้น (คือว่าเป็นทุกข์เพราะไม่เที่ยง มิใช่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยธรรม) ส่วนอุปาทานขันธ์ ๕ เว้นแต่ตัณหาเป็นทั้งทุกข์ ทั้งอริยสัจโดยอาการทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมรรคและสามัญผลทั้งหลาย ไม่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ สำหรับกำหนดรู้แห่งพระโยคาวจรผู้อยู่ (ประพฤติ) พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค (คือไม่เป็นทุกข์โดยเป็นปริญเญยธรรม) แต่เป็นทุกข์โดยเป็นสังขารทุกข์ ดังกล่าวในบทแรก) (ทั้ง) ไม่เป็นอริยสัจ
วินิจฉัยในอริยสัจจ์นี้โดยอุทุกกะ โดยประกอบความเข้าตามควรในอริยสัจอื่นมีสมุทัยเป็นต้นด้วย บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาจะนี้ ประการหนึ่ง
[๕๖๗] ในสองข้อว่า โดยว่างเปล่าและโดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น นี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าก่อน เพราะ (เมื่อว่า) โดยปรมัตถ์สัจจจะทั้งสิ้น บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นของว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้เสวย ผู้ทำ (คือผู้สร้าง) ผู้ดับ และผู้เดิน เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า :-
อันทุกข์มีอยู่แท้ แต่ใครๆ ผู้เสวยทุกข์ไม่มี ผู้ทำไม่มี
แต่การกระทำมีอยู่แท้ ความดับมีอยู่ แต่คนผู้ดับไม่มี
ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี
อีกนัยหนึ่ง ความว่างในสัจจจะ ๔ นั้น พึงทราบดังนี้ คือ สัจจจะสองข้างต้น ว่างจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความเป็นตัวตน อมตบท (คือ นิโรธ) ว่างจากความ