ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนมรรคเป็นอย่างเดียวโดยเป็นภาวจัตพรรธ เป็น ๒ โดยแยกเป็นสมถะและวิปัสสนา หรือโดยแยกเป็นทัสสนะ (คือโสดาปัตติมรรค) และภาวนา (คือสกทาคามีมรรค อนาคามีมรรค อรหัตตมรรค) เป็น ๓ โดยต่างแห่ง (ธรรม) ขันธ์ ๓ แท้จริง มรรคนี้เพราะเหตุที่มีองค์เป็นส่วนย่อย ท่านจึงสงเคราะห์ (คือรวมเข้า) ด้วย (ธรรม) ขันธ์ ๓ ซึ่งเป็นส่วนรวม เหมือนเมื่อรวมเข้าด้วยแคว้นจะนี้ ดังพระธรรมกถิกนาเถรีกล่าว (แก้ปัญหาของวิสาขอุบาสก) ว่า “อาวุโส วิสาขะ ขันธ์ ๓ ท่านมิได้สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรค มีองค์ ๘ ดอก แต่ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ต่างหากท่านสงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์ ๓ อาวุโส วิสาขะ สัมมาวาจาใดด้วย สัมมากัมมันตะใดด้วย สัมมาอาชีวะใดด้วย ธรรม ๓ ประการนี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ สัมมาวายามะใดด้วย สัมมาสติใดด้วย สัมมาสมาธิใดด้วย ธรรม ๓ นี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ สัมมาทิฏฐิใดด้วย สัมมาสังกัปปะใดด้วย ธรรม (๒) นี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์” ดังนี้
เพราะในอริยมรรคนี้ ธรรม ๓ ประการ มีสัมมาวาจาเป็นต้น เป็นศีลแท้ เพราะเหตุนั้น ธรรม ๓ ประการนั้น ท่านจึงสงเคราะห์เข้าด้วยศีลขันธ์โดยความมีชาติสเสมอกัน
ก็แล ในพระบาลี ท่านทำนิเทศไว้โดยกุมมวจะว่า “สีลกขนฺเธ” ก็จริง แต่ก็พึงทราบเนื้อความโดยเป็นกรณวจะ (คือเป็น สีลกขนฺเธน) เถิด
ส่วนในธรรม ๓ ประการ มีสัมมาวายามะเป็นต้น สมาธิมีอาจแนบแน่นโดยความเป็นหนึ่งในอารมณ์โดยธรรมดาของตนได้ต่อเมื่อวิริยะทำกิจคือประคอง (จิต) ไว้ให้สำเร็จ และสติก็ทำกิจคือไม่พันเพื่อนไปให้สำเร็จอยู่ (สมาธิ) เป็นธรรมได้รับอุปการะ (ดังนั้น) แล้ว จึงอาจ (แนบแน่นได้)
(ต่อไป) นี้เป็นอุปมาในธรรม ๓ ประการนั้น เหมือนอย่างว่าในสหาย ๓ คน ผู้เข้าไปสู่อุทยานด้วยประสงค์ว่า จักเล่นนกขัตฤกษ์ ต่างว่าสหายผู้หนึ่งเห็นต้นจำปามีดอกบานงาม ก็เอื้อมมือขึ้นไป แต่เก็บไม่ถึง คนที่สองจึงก้มตัวลงให้หลังแก่สหายผู้นั้น สหายผู้นั้นแย้นอยู่บนหลังสหายผู้นั่ง เหยียบยืนไหล่สหายผู้นึ่ง จึงเลือก