visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 870 | >>

เพราะเป็นที่บัณฑิตควรอาศัย และกลุ่มธรรมนั้นชื่อสมุปบาทด้วย เหตุว่าเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยกันและ (เกิดขึ้น) โดยชอบ เพราะมิได้เกิดขึ้นทีละอย่าง ทั้งมิได้เกิดขึ้นโดยหาเหตุมีได้ด้วย เหตุฉะนั้น กลุ่มนั้นจึงชื่อปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นที่บัณฑิตควรอาศัยด้วย เกิดขึ้นด้วยกันและโดยชอบด้วย โดยนัยดังกล่าวมาจะนี้ อีกนัยหนึ่ง กลุ่มธรรม (ที่เป็นผล) ชื่อสมุปบาทเพราะเกิดขึ้นด้วยกัน อนึ่ง กลุ่มธรรมนั้นอาศัยคือไม่ปฏิเสธความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเกิดขึ้น เหตุฉะนั้น กลุ่มธรรมนั้นจึงชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท เพราะกลุ่มธรรมนั้นอาศัย (ปัจจัย) ด้วย เกิดขึ้นด้วยกันด้วย ดังกล่าวมาจะนี้ อีกนัยหนึ่ง

ปฏิจจสมุปบาทส่วนเหตุ

ส่วนว่ากลุ่มเหตุนี้เล่า ก็เป็นปัจจัยของกลุ่มธรรมนั้น เหตุนี้ กลุ่มเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า ตัปปัจจยะ เพราะความที่กลุ่มเหตุเป็นตัปปัจจยะ (นั่นแล) แม้กลุ่มเหตุนี้ บัณฑิตก็พึงทราบเถิดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันโดยโวหารแห่งผล ดังเช่น ในทางโลก ก้อนน้ำอ้อยอันเป็นปัจจัยแห่งเสมหะ เขาเรียกกันเสียว่า ก้อนเสมหะ และเหมือนอย่างในทางศาสนา ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ท่านก็กล่าวเสียว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ฉะนั้น

[๕๗๘] อีกนัยหนึ่ง

กลุ่มเหตุนี้เรียกว่าปฏิจจะ เพราะอรรถว่า ถึงเฉพาะหน้า
กัน และกลุ่มเหตุนั้นเรียกว่าสมุปบาทด้วย เพราะอรรถว่า
ยังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกันให้เกิด

จริงอยู่ กลุ่มเหตุของความปรากฏ (เกิดขึ้น) แห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นอาทิ ที่ทรงแสดงไว้โดยหัวข้อเหตุเป็นข้อ ๆ มีอวิชชาเป็นต้นนั้นใด กลุ่มเหตุนั้นเรียกว่า “ปฏิจจะ” เพราะทำอรรถวิสัครห่าว่า บรรดาปัจจยธรรมที่เป็นองค์แห่งความรวมกลุ่มต่างถึงเฉพาะหน้ากันและกัน คือไปพบหน้ากันและกัน (หมด) โดยอรรถว่า (ร่วมกัน) ยังผลทั่วไปให้สำเร็จ และโดยอรรถว่าไม่มี (ผลอะไร) ขาดตกบกพร่องไป (แลละ) กลุ่มเหตุนั้นยังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกัน คือธรรมที่มีความเป็นไปไม่แยกกันและ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka