visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 871 | >>

กันนั้นแลให้เกิดขึ้น เพราะฉะนี้ กลุ่มเหตุนั้นจึงเรียกว่า “สมุปบาท” ด้วย (ดังนี้) กลุ่มเหตุจึงได้ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาทเพราะกลุ่มเหตุนั้นถึงเฉพาะหน้ากันด้วย ยังธรรมที่ไปด้วยกันให้เกิดด้วย ดังกล่าวมาจะนี้

[๕๗๙] อีกนัยหนึ่ง

นัยอันอีกยังมี กลุ่มปัจจัยนี้อาศัยกันและกัน (เป็นเหตุร่วม)
ยังธรรมทั้งหลาย (ที่เป็นผลของตน) ให้เกิดขึ้น
เสมอกันและด้วยกัน เหตุใด แม้เพราะเหตุนั้นกลุ่มปัจจัยนี้
พระมุนีเจ้าจึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้ด้วยเหมือนกัน

จริงอยู่ ในปัจจัยทั้งหลายที่ทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อมีอวิชชาเป็นต้น ปัจจัยเหล่าใดยังธรรมมีสังขารเป็นต้นให้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านั้นหาใช่ไม่อาศัยกันและกัน (เป็นเหตุร่วม) เมื่อขาดกันและกันไปเสีย จะสามารถยังธรรมมีสังขารเป็นต้นนั้นให้เกิดขึ้นได้เลยไม่ เพราะฉะนั้น กลุ่มปัจจัยนี้พระมุนีเจ้าผู้ฉลาดในโวหารตามทำนองความว่า “กลุ่มปัจจัยนี้อาศัย (กันและกันเป็นเหตุร่วม) ยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเสมอกันและด้วยกัน คือมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) เป็น ส่วนๆ ทั้งมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) โดยเป็นก่อนและหลัง” ดังนี้ จึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้ด้วยเหมือนกัน หมายความว่าตรัสว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทด้วยนั่นเอง

ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

[๕๘๐] ก็แล พระมุนีเจ้านั้น เมื่อตรัสอย่างนี้ ก็เป็นอันทรงแสดงความไม่เป็นสัสสตวาทะเป็นต้น ด้วยบทหน้า และทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะเป็นอาทิด้วยบทหลัง ทรงแสดงความถูกต้องด้วยบททั้งสอง

อรรถาธิบายแห่งคำประพันธ์นี้ว่า คำว่า “ด้วยบทหน้า” เป็นต้น ความว่า ความเป็น สัสสตวาทะ เป็นต้น ซึ่งแยกออกไปเป็นสัสสตวาทะ (กล่าวว่าอัตตาและโลกเที่ยงไม่สูญ ตายแล้วเกิด) อเหตุกวาทะ (กล่าวว่าเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง และความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายไม่มี แล้วแต่โชคเคราะห์) วิสสเหตุวาทะ (กล่าวว่าโลกเป็นไป

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka