visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 877 | >>

ว่าเหตุของอวิชชาก็ได้ตรัสไว้ (ในพระบาลี) ว่า “อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ” ดังนี้ แต่ปริยาย (คือเหตุโดยอ้อม) ซึ่งเป็นมูลเหตุ (ให้กล่าวได้ว่าอวิชชาเป็นตัวมูลเหตุก็มีอยู่) ถามว่า ก็ปริยายนั้นคืออะไร ? แก้ว่า คือความที่อวิชชาเป็นลีสะ (เป็นยอดเหตุ) ในวัฏฏคาถา (คือพระธรรมเทศนาว่าด้วยวัฏฏะ) จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อ ตรัสวัฏฏคาถาย่อมตรัสโดยทรงยกธรรม ๒ ประการเป็นลีสะ คืออวิชชาบ้าง ดังที่ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ หากใครๆ กล่าวว่า ก่อนนี้อวิชชาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิด ดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้ อวิชชาสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่” ฉะนี้ ภวตัณหาบ้าง ดังที่ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งภวตัณหาไม่ปรากฏ หากใครๆ กล่าวว่า ก่อนนี้ภวตัณหาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิดดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้ภวตัณหามีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่” ฉะนี้

[๕๘๕] ถามว่า ก็เพราะเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสวัฏฏคาถา จึงตรัสโดยยกธรรม ๒ ประการนี้เป็นลีสะ ? แก้ว่า เพราะธรรม ๒ ประการนี้ เป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามี และทุกติคามี จริงอยู่ อวิชชาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นทุกติคามี เพราะอะไร เพราะปุถุชนผู้ถูกอวิชชาครอบงำแล้ว ย่อมทำกรรมที่เป็นทุกติคามีเป็นอเนกประการ มีปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งทั้งไม่ดี (อะไร) ที่น่าพอใจ เพราะเร่าร้อนด้วยกิเลส ทั้งนำมาซึ่งอนัตตะแก่ตนเอง เพราะทำให้ตกไปสู่ทุกติ เหมือนใครที่เขาจะฆ่า ซึ่งถูกความเหนื่อยหอบเพราะถูกลนด้วยไฟและถูกทุบด้วยไม้ค้อนครอบงำแล้ว ย่อมรนดื่มน้ำร้อน (ที่เขาตั้งให้) ซึ่งทั้งไม่อร่อยทั้งนำมาซึ่งความพินาศแก่ตน (ทั้งนี้ก็) เพราะกระสับกระส่ายอยู่ด้วยความเหนื่อยหอบนั้น ฉะนั้น

ส่วนภวตัณหาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามีเพราะอะไร เพราะปุถุชนที่ภวตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมพยายามทำกรรมอันเป็นสุคติคามีเป็นอเนกประการ มีเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งเป็นกรรมมีคุณน่าชื่นใจ เพราะปราศจากความเร่าร้อนด้วยกิเลสและเป็นกรรมที่บรรเทาเสียซึ่งความทุรนทุรายด้วยทุกข์ในทุกติของตน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka