visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 878 | >>

เพราะยังมุ่งทำให้ถึงสุคติ ดุจใครมีอาการดังกล่าวแล้วนั้น (ไม่ยอมดื่มน้ำร้อน) พยายาม (หาก) ดื่มน้ำเย็นซึ่งมีรสอร่อยและบรรเทาความเหนื่อยหอบของตนได้ด้วย (ทั้งนี้ก็) เพราะความกระหายใยน้ำเย็น ฉะนั้น

[๕๘๖] แต่ในธรรม (ทั้งสอง) ที่เป็นลีสะในวัฏฏคาถานั้น ในบางสูตรพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนา ยกธรรมข้อเดียวเป็นมูล นี้เช่นอย่างไร เช่นว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นสาเหตุ วิญญาณมีสังขารเป็นสาเหตุ” ดังนี้เป็นต้น นัยเดียวกัน เช่นว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลผู้เห็นแต่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน อุปาทานก็ย่อมขึ้นเพราะปัจจัยคือตัณหา” ดังนี้เป็นอาทิ ในบางสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อเป็นมูลก็มี นี้เช่นอย่างไร เช่นว่า “ภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลาผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบไปด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือเกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้ กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปภายนอกด้วย ทั้งสองนั้นเป็นทวยะ (คือเป็นคู่กันอย่างนี้) เพราะอาศัยทวยธรรม คืออายตนะ ๖ นั่นแล ผัสสะก็เกิดขึ้น คนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นไรเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์” ดังนี้เป็นอาทิ

ในเทศนาเหล่านั้น เทศนาว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา” เป็นต้นนี้เฉพาะในที่นี้พึงทราบว่า เป็นเทศนาที่มีธรรมข้อเดียวเป็นมูล โดย (ยก) อวิชชา (เป็นลีสะ)

วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนาในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาจะนี้ เป็นอันดับแรก

วินิจฉัยโดยอรรถ

[๕๘๗] คำว่า “โดยอรรถ” คือ โดยความ (แปล) แห่งบททั้งหลาย มีบทว่า อวิชชา เป็นต้น อรรถนี้อย่างไรบ้าง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka