visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 879 | >>

อรรถแห่งบทอวิชชาปัจจยา

อวิชชา

๑. อกุศลธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า อวินทิยะ แปลว่า ไม่ควรได้ เพราะอรรถว่า ไม่ควรบำเพ็ญ ธรรมชาติใดย่อมได้ซึ่งอวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ได้สิ่งที่ไม่ควรได้)

๒. กุศลธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า วินทิยะ (แปลว่าควรได้) เพราะอรรถตรงกันข้าม (คือควรบำเพ็ญ) ธรรมชาติใดย่อมไม่ได้ ซึ่งวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ไม่ได้สิ่งที่ควรได้)

๓. ธรรมชาติใดทำอรรถคือความเป็นกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นเครื่องต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความว่างเปล่าแห่งธาตุทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความจริงแท้แห่งสัจจะทั้งหลายมีให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งขันธ์เป็นต้นมีให้ปรากฏ)

๔. ธรรมชาติใดทำอรรถ ๔ อย่าง (ในอริยสัจ ๔) ที่กล่าวโดยอรรถ คือบีบคั้นเป็นต้น แห่งสัจจจะมีทุกขสัจเป็นอาทิมีให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งอริยสัจมีให้ปรากฏ)

๕. ธรรมชาติโดยยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ในสงสารอันปราศจากที่สุด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันปราศจากที่สุด)

๖. ธรรมชาติโดยย่อมแล่นไปในบัญญัติธรรมทั้งหลายมีหญิงและชายเป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในบัญญัติธรรมมีขันธ์เป็นอาทิ แม้มีอยู่โดยปรมัตถ์ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (แล่นไปในอวิชชาทางบัญญัติ หรือไม่แล่นไปในวิชชาทางบัญญัติ)

๗. อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นไปปฏิจจสมุปบาท (คือปัจจัย) และที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (คือผล) (ดังนี้) ก็ได้ (โดยสภาวะ)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka