ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๑. อกุศลธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า อวินทิยะ แปลว่า ไม่ควรได้ เพราะอรรถว่า ไม่ควรบำเพ็ญ ธรรมชาติใดย่อมได้ซึ่งอวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ได้สิ่งที่ไม่ควรได้)
๒. กุศลธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า วินทิยะ (แปลว่าควรได้) เพราะอรรถตรงกันข้าม (คือควรบำเพ็ญ) ธรรมชาติใดย่อมไม่ได้ ซึ่งวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ไม่ได้สิ่งที่ควรได้)
๓. ธรรมชาติใดทำอรรถคือความเป็นกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นเครื่องต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความว่างเปล่าแห่งธาตุทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีให้ปรากฏ ทำอรรถคือความจริงแท้แห่งสัจจะทั้งหลายมีให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งขันธ์เป็นต้นมีให้ปรากฏ)
๔. ธรรมชาติใดทำอรรถ ๔ อย่าง (ในอริยสัจ ๔) ที่กล่าวโดยอรรถ คือบีบคั้นเป็นต้น แห่งสัจจจะมีทุกขสัจเป็นอาทิมีให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งอริยสัจมีให้ปรากฏ)
๕. ธรรมชาติโดยยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ในสงสารอันปราศจากที่สุด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันปราศจากที่สุด)
๖. ธรรมชาติโดยย่อมแล่นไปในบัญญัติธรรมทั้งหลายมีหญิงและชายเป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในบัญญัติธรรมมีขันธ์เป็นอาทิ แม้มีอยู่โดยปรมัตถ์ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (แล่นไปในอวิชชาทางบัญญัติ หรือไม่แล่นไปในวิชชาทางบัญญัติ)
๗. อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นไปปฏิจจสมุปบาท (คือปัจจัย) และที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (คือผล) (ดังนี้) ก็ได้ (โดยสภาวะ)