ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ผลอาศัยธรรมใดไป ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย (แปลว่า ธรรมเป็นที่อาศัยไปแห่งผล) ศัพท์ว่า “ปฏิจจ อาศัย” หมายความว่าไม่เว้น ไม่ปฏิเสธ ศัพท์ว่า “เอติ - ไป” หมายความว่าเกิดขึ้นและเป็นไป อีกอย่างหนึ่ง อรรถว่าอุปการกะ - ผู้อุดหนุน เป็นอรรถแห่ง ปัจจย ศัพท์
อวิชชาด้วย อวิชชานั้นเป็นปัจจัยด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า อวิชชาปัจจยา (แปลว่า อวิชชา เป็นปัจจัย) บทว่า อวิชชาปัจจยา แปลว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น
ธรรมทั้งหลายใดมุ่งแต่ปรุงแต่ง (สิ่งต่างๆ) ให้เป็น (อย่าง) สังขตะขึ้น เหตุนั้น ธรรมทั้งหลายนั้นจึงชื่อว่า สังขาร (แปลว่า ธรรมผู้ปรุงแต่ง) แต่ว่าสังขารมี ๒ อย่าง คือ สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย ๑ สังขารที่มีโดยสังขารศัพท์ ๑
ในสังขาร ๒ อย่างนั้น สังขารเหล่านี้คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร เป็น ๓ (กับ) กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร (อีก) ๓ (รวม) เป็น ๖ จัดเป็นอวิชชาปัจจยสังขาร อวิชชาปัจจยสังขารทั้งหมดนั้น ก็ได้แก่อกุศลเจตนาและกุศลเจตนาฝ่ายโลกิยะนั่นเอง ส่วนสังขาร ๔ นี้ คือ สังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยของตนๆ แต่งขึ้น) อภิสังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่กรรมแต่งขึ้น) อภิสังขรณกสังขาร (สังขารคือตัวกรรมผู้เป็นเจ้าหน้าที่แต่ง) ปโยคาภิสังขาร (สังขารคือความเพียรพยายาม) จัดเป็นสังขาร ที่มาโดยสังขารศัพท์ ในสังขาร ๔ นั้น ธรรมที่มีปัจจัยทั้งปวงที่กล่าวไว้ในพระบาลีทั้งหลาย มีคำว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” เป็นต้น ชื่อว่า สังขตสังขาร อภิสังขตสังขารกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า “รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่กรรม เป็นไปในไตรภูมิ ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร” ดังนี้ แม้อภิสังขตสังขารนั้นก็ถึงความสงเคราะห์หลิง (ในสังขตสังขารที่กล่าวใน) พระบาลีว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” นี้เหมือนกัน แต่อาคตสถานแห่งอภิสังขตสังขารนั้นมิได้ปรากฏ (ในพระบาลี) โดยเฉพาะ ส่วนกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา