visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 886 | >>

ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในปุพพันตะ (เบื้องต้น) ความไม่รู้ในอปรันตะ (เบื้องปลาย) ความไม่รู้ในปุพพันตาปรันตะ (ทั้งเบื้องต้นทั้งเบื้องปลาย) ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอิทัปปัจจยตา (คือกลุ่มเหตุ) และปฏิจจสมุปปันนธรรม (กลุ่มผล) นี้เรียกว่าอวิชชา” ดังนี้

ในฐานะเหล่านั้น ยกเว้นสัจจจะ ๒ (คือนิโรธและมรรค) ที่เป็นโลกุตตระเสีย อวิชชาย่อมเกิดขึ้น ในฐานะที่เหลือแม้โดยทำให้เป็นอารมณ์ได้ก็จริง (แต่) แม้เป็นอย่างนั้น ในพระบาลีนี้ท่านก็ประสงค์เอา โดยว่าเป็นเครื่องปิดบังเท่านั้นเอง จริงอยู่ อวิชชานั้นที่เกิดขึ้นแล้วย่อมปิดบังทุกขสัจจ์ดังอยู่ ไม่ให้รู้แจ้งซึ่งลักษณะอันเป็นรส (คือสภาวะ) ประจำตนตามเป็นจริงได้ อย่างเดียวกันย่อมปิดบังสมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ขันธปัญจกะส่วนอดีตที่รับว่าเบื้องต้น ขันธปัญจกะส่วนอนาคตที่นับว่าเบื้องปลาย ขันธปัญจกะทั้ง ๒ ส่วนนี้ที่นับว่าทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลาย อิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ที่นับว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปันนธรรมด้วย ดังอยู่มิให้รู้แจ้งซึ่งลักษณะอันเป็นกิจ (คือสภาวะ) ประจำตนตามเป็นจริงในทุกข์เป็นต้น นับว่า “นี่อวิชชา นี้สังขาร” ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า (อวิชชา คือ) ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ความไม่รู้ในอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย”

แก้บทสังขาร

[๕๙๒] บทว่า “สังขารทั้งหลาย” ได้แก่ สังขาร ๖ ที่กล่าวโดยสังเขปไว้ในตอนก่อนดังนี้ว่า “สังขาร ๓ มีปุญญเป็นต้น (และ) สังขาร ๓ มีกายสังขารเป็นต้น”

ส่วนว่าโดยพิสดาร ในสังขารเหล่านี้ สังขารทั้ง ๓ ได้แก่เจตนา ๒๙ คือ ปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนา ๑๓ คือ เจตนาเป็นกามาวจรกุศล ๘ อันเป็นไปด้วยอำนาจกุศลมีทาน ศีล เป็นต้น และเจตนาเป็นรูปาวจรกุศล ๕ อันเป็นไปด้วยอำนาจภาวนาอย่างเดียว อปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอกุศล ๑๒ อันเป็นไปด้วยอำนาจอกุศลมีปาณาติบาตเป็นต้น อเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอรูปาวจรกุศล ๔ อันเป็นไปด้วยอำนาจภาวนาเหมือนกัน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka