ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนสังขารอีก ๓ คือกายสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางกาย) เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางใจ) เป็นวจีสังขาร มโนสัญเจตนา เป็นจิตตสังขาร ทิกะนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปแห่งอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ทางทวารในขณะพยายามทำกรรม จริงอยู่ เจตนา ๒๐ ถ้วน คือกามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อันยังกายวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่ากายสังขาร เจตนาเหล่านั้นแหละ ที่ยังวจีวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่าวจีสังขาร
แต่อภิญญาเจตนา (เจตนาในอภิญญา) ไม่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณองค์ต่อไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาในคำว่า กายสังขาร วจีสังขารนี้ อภิญญาเจตนาไม่เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ ฉันใด แม้อุภโตจิตเจตนาก็ไม่เป็นฉันนั้น เพราะเหตุนั้น ถึงอุภโตจิตเจตนานั้นก็ต้องคัดออกในความเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ แต่เจตนาทั้งปวงนั้นก็คงเป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย (เหมือนกัน)
ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในมโนทวาร (โดย) ไม่ยังวิญญัติทั้งสองให้ตั้งขึ้น เป็นจิตตสังขารแล
ด้วยประการดังนี้ ทิกะนี้ก็เข้าไปสู่ทิกะก่อน (คือคนพวกอยู่กับทิกะก่อน) นั่นเอง เพราะฉะนั้น ว่าโดยใจความแล้ว ความที่อวิชชาเป็นปัจจัย (แห่งสังขาร) ก็พึงทราบโดยที่เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั้นแล
[๕๙๓] ในข้อนั้น หากมีปัญหาว่า “ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรม มีอวิชชาเป็นปัจจัย” คำแก้ก็มีว่า “ทราบได้โดยที่เมื่ออวิชชามี มันจึงมี” แท้จริง ความไม่รู้ ในฐานะทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นที่เรียกว่าอวิชชา ซึ่งบุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้น เพราะความไม่รู้ในทุกข์และในฐานะนอกนี้มีเบื้องต้นเป็นอาทิ จึงถือเอาสังสารทุกข์โดยสำคัญว่าเป็นสุข แล้วก่อสังขารทั้ง ๓ อย่าง ซึ่งเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั้นเอง เพราะไม่รู้ในสมุทัย จึงสำคัญเห็นสังขารทั้งหลายอันมีตัณหาเป็นเครื่องประดับ ซึ่งแม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยว่าเป็นเหตุแห่งสุขไป ก็ก่อสังขารทั้ง ๓ อย่างขึ้น อนึ่ง เพราะไม่รู้ในนิโรธและในมรรค จึงเป็นผู้มีความสำคัญนคติวิเศษ (มีพรหมโลกเป็นต้น) ซึ่งแม้มิใช่เป็นที่ดับทุกข์ว่าเป็นที่ดับทุกข์ไป เป็นผู้มีความสำคัญในพาหิรวรรคีย์ (บูชา) ยัญและ (บำเพ็ญ) อมรตนะเป็นต้น ซึ่งแม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์ ว่าเป็นทางดับทุกข์ไป เมื่อปรารถนาความดับทุกข์ ก็ก่อสังขาร