ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทั้ง ๓ อย่างขึ้นทางมงคลพาหิรวรรคย์มียัญและอมรตนะเป็นต้น อีกประการหนึ่ง บุคคลนั้นเพราะความที่อวิชชาในสัจจะ ๔ ยังมิได้เก็บ ก็ไม่รู้ทุกข์กล่าวคือคนแห่งปุญ ซึ่งแม้แทรกซ้อนด้วยอาคีนันทกุศลเป็นอเนก มีชาติ ชรา โรค และมรณะเป็นต้น อย่างวิเศษ โดยว่าเป็นทุกข์ได้ จึงก่อปุญญาภิสังขารอันต่างโดยเป็นกายสังขาร (บ้าง) วจีสังขาร (บ้าง) จิตตสังขาร (บ้าง) เพื่อได้ผลแห่งบุญนั้น ดุจบุคคลผู้ปรารถนาเทพอัปสรเรือนหน้าผา (ตาย) มีเช่นนั้นก็ไม่เห็นความที่ผลแห่งบุญนั้น ซึ่งแม้สมมติกันว่าเป็นสุข เป็นวิปรินามทุกข์ อันจะก่อให้เกิดความร้อนใจใหญ่ในที่สุด (เมื่อหมดบุญ) และ (ไม่เห็น) ความที่ผลแห่งบุญนั้น (แม้มีคุณน่ายินดีก็) มีคุณน่ายินดีเป็นส่วนน้อย จึงก่ออปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าวแล้วนั้น อันเป็นปัจจัยแห่งวิปรินามทุกข์นั้นเอง ดังแมลงเม่าบินเข้าตอมเปลวไฟ และดังสัตว์ที่ตะกรามหยดน้ำผึ้ง รีบเข้าเลียคมศัสตราที่น้ำผึ้งติดฉะนั้น อนึ่ง ไม่เห็นโทษในโลกียวิสัย มีการเสพกามเป็นต้น พร้อมทั้งผลของมัน เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำด้วย จึงก่ออปุญญาภิสังขารอันเป็นไปในทวารทั้ง ๓ ขึ้นก็ได้ ดังเด็กอ่อนริเล่นคูถ และดังคนอยากตายรีบกินยาพิษ ฉะนั้น อนึ่งเล่า ไม่รู้ความที่สังขารแม้ในฝ่ายอรูปวิบากก็เป็นวิปรินามทุกข์ จึงก่ออเนญชาภิสังขารซึ่งเป็นจิตตสังขารขึ้น ด้วยวิปลาสไปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น ดังคนหลงทิศที่ครึอ่านเดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองปีศาจฉะนั้น
เพราะเหตุที่สังขารมีเพราะอวิชชามีเท่านั้น หา มิได้โดย (อวิชชา) ไม่มีไม่ ดังกล่าวมาจะนี้ บัณฑิตจึงรู้ข้อที่ว่า “สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย” นั่นได้แล จริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ฉลาดตกอยู่ในอวิชชา ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอเนญชาภิสังขารบ้าง ภิกษุทั้งหลาย ต่อเมื่อใด อวิชชา ภิกษุนั้นละได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนั้น เพราะความสำรอกออกไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา ย่อมไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขารเลย” ดังนี้เป็นต้น
[๕๙๔] ในบทว่าอวิชฺชานี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอพัก ข้อว่า “อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย” นี้ไว้ก่อน ด้วยข้อนี้ควรจะกล่าว (ต่อไป) คือ (ปัญหา) ว่า “อวิชชา