ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๕๙๗] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย อธิปติปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตธรรมและอารมณ์ ใน ๒ อย่างนั้น ธรรม ๔ ประการกล่าวคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบว่าชื่อว่าสหชาตาธิปติปัจจัย (เป็นอธิปติปัจจัยแห่งสหชาตธรรม) โดยพระบาลีว่า “ฉันทธิปติเป็นปัจจัย โดยเป็นอธิปติปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับฉันทะ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีฉันทะนั้นเป็นสมุฏฐาน” ดังนี้เป็นต้น แต่ว่าธรรมทั้ง ๔ นั้นมิได้เป็นอธิปร่วมกัน จริงอยู่ ในขณะใด จิตทำฉันทะให้เป็นบุรุษ ทำฉันทะให้เป็นใหญ่เป็นไป ในขณะนั้น ก็ฉันทะอย่างเดียวเป็นอธิปติ นอกจากนี้ได้เป็น ในธรรมที่เหลือ (อีก ๓) ก็นัยนี้ ส่วนอรูปธรรมทั้งหลายทำธรรมใดให้เป็นที่หนัก (คือเป็นที่หน่วง) เป็นไป ธรรมนั้นเป็นอารัมมณาธิปติแห่งอรูปธรรมทั้งหลายนั้น เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนิเทศไว้ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นจิตและเจตสิกธรรม ทำ (อารมณ์) ธรรมใดๆ ให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น ธรรม (อารมณ์) ทั้งหลายนั้นๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอธิปติปัจจัยแห่งธรรม (จิตเจตสิก) ทั้งหลายนั้นๆ” ดังนี้
[๕๙๘] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมไม่มีระหว่าง (คั่น) ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมใกล้ที่สุด ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย ก็แล อาจารย์ทั้งหลายอธิบายปัจจัยคู่นี้ไว้มากประการ แต่ความ (ต่อไป) นี้เป็นแก่นสารในปัจจัยคู่นี้
กิจจนิยาม (ทางของจิต) เป็นต้นว่า “มโนธาตุมีในลำดับแห่งจักขุวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุมีในลำดับแห่งมโนธาตุ” ดังนั้นใด จิตนิยามนั้นย่อมสำเร็จด้วยอำนาจแห่งจิตดวงก่อนๆ เท่านั้น หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ธรรมผู้สามารถในอันยังจิตตปบาทที่คู่ควรกันให้เกิดขึ้นในลำดับแห่งตนๆ ชื่อว่า อนันตรปัจจัย เพราะฉะนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า “บทว่า อนันตรปัจจัย ความว่า จักขุ-