ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว ปัจจเวกขณะถึงกุศลกรรมที่กล่าวนั้น (โดย) ทำ (กุศลกรรมนั้น) ให้เป็นที่หนัก (คือเป็นใหญ่เป็นสำคัญ) ปัจจเวกขณะ (องค์) ฌาน (โดย) ทำ (ฌานนั้น)ให้เป็นที่หนัก พระเสกบุคคลทั้งหลาย ปัจจเวกขณะโคตรภู (โดย) ทำ (โคตรภูนั้น) ให้เป็นที่หนัก ปัจจเวกขณะโวทาน (ความผ่องแผ้วแห่งจิต) (โดย) ทำ (โวทานนั้น) ให้เป็นที่หนัก พระเสกบุคคลทั้งหลายออกจากมรรค (ภวังค์) แล้ว ปัจจเวกขณะมรรค (โดย) ทำ (มรรคนั้น)ให้เป็นที่หนัก ดังนี้เป็นต้น ในอารมณ์เหล่านั้น จิตและเจตสิกทั้งหลายทำอารมณ์ใดให้เป็นที่หนักเกิดขึ้น อารมณ์นั้นโดยนิยมกันนับเป็นอารมณ์มีกำลังในบรรดาอารมณ์เหล่านั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ความต่างกันแห่งอารมณ์เหล่านั้น พึงทราบดังนี้ว่า นับว่าเป็นอารัมมณาธิปติ โดยหมายว่าเป็นเพียงอารมณ์ที่พึงทำให้เป็นที่หนัก นับว่าเป็นอารัมมณูปนิสสยะโดยหมายว่าเป็นอารมณ์ที่เป็นเหตุที่มีกำลัง
แม้อนันตรูปนิสสยะ ท่านก็จำแนกไว้โดยไม่ทำความต่างกับอนันตรปัจจัยเหมือนกัน โดยนัยว่า “ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลังๆ” ดังนี้เป็นต้น แต่ในมาติกานิกเขป ความแปลกกันในนิกเขปแห่งจิตและเจตสิก (ที่เป็นอนันตรปัจจัยและอนันตรูปนิสสยะ) เหล่านั้นมีอยู่ เพราะอนันตรปัจจัยมาโดยนัยว่า “จักขุวิญญาณธาตุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมโนธาตุนั้น” ดังนี้เป็นต้น (ส่วน) อุปนิสสยะมาโดยนัยว่า “ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลซึ่งเกิดหลังๆ” ดังนี้เป็นต้น
แม้ความแปลกกันในนิกเขปนั้น โดยใจความก็ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันนั่นแล ถึงเป็นอย่างนั้น (ความแปลกกันก็มิอยู่ดีคือ) ความเป็นอนันตรปัจจัย พึงทราบโดย