ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๖๐๓] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นสภาพเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไปอยู่ ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยนั้นมี ๑๑ อย่าง โดยเป็นวัตถุและอารมณ์ในปัญจทวาร (เป็น ๑๐) และหทยวัตถุ (รวมเป็น ๑๑) ดังพระบาลีว่า “จักขายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะเป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่มโนธาตุ มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้น (คือหทยวัตถุ) เป็นปัจจัยโดยเป็นปุเรชาตปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับมโนธาตุนั้น (คือในปวัตติกาล) ไม่เป็นปัจจัย โดยเป็นปุเรชาตปัจจัยในกาลบางคราว (คือในจุติกาลและปฏิสนธิกาล)”
[๖๐๔] อรูปธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมค้ำจุนรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนไว้ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย ดังมณฑา คือความหวังในอาหารค้ำจุนสรีระของลูกแร้งทั้งหลายไว้ฉะนั้น เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายอันเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยโดยเป็นปัจฉาชาตปัจจัยแห่งกายนี้ ที่เกิดก่อน”
[๖๐๕] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความหมายคืออาเสวนะ (เสพมากคือประพฤติจนคุ้น) เพื่อความคล่องแคล่วและมีกำลังแห่งอนันตรธรรม (ธรรมเป็นลำดับ) ทั้งหลาย