ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย ดูอาจิโยค (ความประกอบยิ่งคือความพากเพียร) ที่เกิดก่อนๆ ในการเรียนคัมภีร์เป็นต้น (เพื่อความคล่องแคล่วในการเรียนคัมภีร์ตอนหลังๆ) ฉะนั้น อาเสวนปัจจัยนั้น เป็น ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งชวนะที่เป็นกุศลอกุศลและกิริยา ดังพระบาลีว่า “กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลังๆ อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยโดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดหลังๆ กิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัย โดยเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลังๆ”
[๖๐๖] ธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นการกระทำที่ได้แก่เจตนาโดยเฉพาะ (ความประกอบทางจิตคือเจตนา) ชื่อว่า กัมมปัจจัย กัมมปัจจัยนั้น เป็น ๒ ด้วยอำนาจแห่งกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา อันเป็นไปในขณะต่างๆ และแห่งเจตนาทั้งปวงที่เป็นสหชาตะ ดังพระบาลีว่า “กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งวิบากขันธ์ทั้งหลายและแห่งกุฏตรรูป (รูปที่เกิดแต่กรรม) ทั้งหลายด้วย สหชาตเจตนาเป็นปัจจัยโดยเป็นกัมมปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนาและแห่งรูปทั้งหลายที่มีเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานด้วย”
[๖๐๗] วิบากธรรมผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมสงบ (คือว่ากรรมทำมาเสร็จแล้ว หรือว่าจะละเอียดเพราะรู้ยาก) ไม่มีอุตสาหะ (คือไม่ต้องพยายามทำอะไรอีก) เพื่อความเป็นสภาพสงบไม่มีอุตสาหะ (คือต้องเป็นอย่างนั้น ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง) ชื่อว่า วิปากปัจจัย วิบากธรรมนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล และแห่งกุฏตรรูปทั้งหลายในปฏิสนธิกาลและแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกาลทั้งปวงด้วย ดังพระบาลีว่า “ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งรูปทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ฯลฯ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๓ และแห่งกุฏตรรูป